วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2558

เด็กผ่าคลอดอาจเสี่ยงโรคภูมิแพ้เรื้อรัง


ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโรคภูมิแพ้ในเด็กเริ่มมีมากขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยจากผลการศึกษาวิจัยมีการค้นพบความเชื่อมโยงว่า เด็กที่ผ่าคลอดจะมีความเสี่ยงเป็นโรคเรื้อรังอย่างภูมิแพ้จากการขาดภูมิต้านทาน ชี้มีผลต่อพัฒนาการจนถึงผู้ใหญ่สามารถถ่ายทอดส่งต่อทางพันธุกรรมได้ แนะนำทางแก้ไขควรให้ดื่มนมแม่หรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำวิธีที่ช่วยให้ลูกมีภูมิต้านทานเพิ่มขึ้นจริงๆ
          ผศ.นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูติ นรีเวชศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช เผยถึงการศึกษาติดตามชีวิตเด็กที่ใช้วิธีคลอดโดยการผ่าตัดคลอด พบว่าในช่วง 2 ปีแรกนั้น มักจะมีปัญหาอาการป่วยบ่อย เช่น ผื่นผิวหนัง ภูมิแพ้ หรืออาการแพ้อาการมีน้ำมูกไหล หรือหากโตขึ้นมาอีกหน่อยก็พบว่าจะเป็นโรคหอบหืดได้ง่าย
          “สาเหตุมาจากการผ่าตัดทำคลอดส่วนใหญ่จะมีวิธีการผ่าตัดแบบสะอาด เด็กแทบจะไม่ได้รับเชื้ออะไรเข้าไปเลย แม้กระทั่งเชื้อจุลชีพที่เป็นประโยชน์จากภายในช่องคลอดของมารดา ซึ่งในกระบวนการคลอดตามธรรมชาตินั้นเด็กจะต้องใช้เวลาอยู่ในนั้นนานถึง 10 - 12 ชั่วโมง”
          เมื่อไม่ได้รับเชื้อจุลชีพที่เป็นประโยชน์ซึ่งจะเข้าไปทำหน้าที่เป็นเสมือนทหารยามคอยป้องกันอันตรายจากภายนอก เด็กเองก็จะมีความเสี่ยงต่อการมีภูมิต้านทานที่ล่าช้ากว่าเด็กที่คลอดตามธรรมชาติ ทว่าการผ่าตัดคลอดก็ยังเป็นวิธีที่ผู้คนนิยม ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ต่างๆ ที่ก้าวไปไกลขึ้นโดยในโรงพยาบาลเอกชนพบว่า ผู้คนเลือกผ่าตัดทำคลอดสูงถึง 60 - 80 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
“กระแสในเรื่องของการผ่าตัดคลอดมันมาพร้อมกับความเจริญ เทคโนโลยี และพัฒนาการในด้านของสูติศาสตร์ด้วย ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร หากกระทำอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ และต้องยอมรับว่าในโรงพยาบาลเอกชนกระแสพวกนี้ยิ่งมาแรงเพราะมันมีความเชื่อในเรื่องของวัฒนธรรมสังคมที่อยากให้ลูกเกิดวันนี้เวลานี้ ขอให้คลอดตามวันนั้นถือว่าเป็นดวงมังกรอะไรแบบนี้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขข้อจำกัดอย่างมารดาที่มีอายุก็อาจจะต้องใช้วิธีผ่าตัดคลอด รวมไปถึงการมีปัจจัยแทรกซ้อนต่างๆที่ทำให้ต้องตัดสินใจใช้วิธีนี้แทนการคลอดแบบธรรมชาติ”
          ทั้งนี้ โรคเรื้อรังดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับเด็กนั้น นายแพทย์เตือนว่า จะส่งผลเสียต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตของเด็กในระยะยาว อาจทำให้เด็กเหล่านั้นต้องเข้า - ออกโรงพยาบาลบ่อยทำให้เสียโอกาสในการเรียน ทั้งยังอาจทำให้ร่ายกายอ่อนแอ และโรคเหล่านี้ก็สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้อีกด้วย
          “อย่างที่บอกว่าเรื่องของภูมิแพ้เป็นเรื่องของพันธุกรรมด้วย ถ้าเด็กในวันนี้ไม่รู้จักที่จะป้องกันตัวเองให้ห่างจากเรื่องของภูมิแพ้ในอนาคตก็จะเป็นผู้ใหญ่แล้วก็จะถ่ายทอดไปสู่รุ่นลูกต่อไป มันก็จะเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ มันจะกลายเป็นว่าผู้คนก็ต้องเสียเงินเสียทองมารักษาโรคเหล่านี้”
          อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวมาไกลในด้านของภูมิต้านทานในเด็กจึงมีการคิดค้นวิธีการที่ช่วยเพิ่มปริมาณของจุลชีพที่มีประโยชน์เหล่านี้ ผศ.นพ.มานพชัยชี้ว่า วิธีดั้งเดิมที่สามารถช่วยให้เด็กแรกเกิดปลอดภัยจากโรคเรื้อรังเหล่านี้คือการให้ดื่มนมแม่นั่นเอง
          “หนทางที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานได้นั้นมีอยู่ 2 ทาง 1. คือพยายามรณรงค์ให้มีการเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมมารดามากขึ้น 2. หากมารดาไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมตนเองได้เพียงพอก็อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถึงการใช้นมผสมสูตรที่เป็นซิมไบโอติก คือมีส่วนทั้งโปรไบโอติกที่เป็นจุลชีพที่เป็นพลเมืองดีในการป้องกันปัญหาการติดเชื้อหรือโรคภูมิแพ้ต่างๆ และพรีไบโลติกที่เป็นสารอาหารตัวที่ทำให้จุลชีพที่เป็นพลเมืองดีเหล่านั้นสามารถจะเพิ่มขยายจำนวนได้”
          โดยการให้ดื่มนมแม่ที่ปัจจุบันนี้คุณแม่ยุคใหม่อาจมีเวลาน้อยลง หลายคนเลือกที่จะบีบนมเก็บไว้ในตู้เย็นให้ลูกดื่ม เขาเผยว่า สารอาหารบางอย่างอาจยังคงอยู่แต่จุลชีพที่ก่อประโยชน์นั้นต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมคงจะไม่สามารถอยู่ได้นานนัก
          ทั้งนี้ เขายังแนะนำต่อไปถึงคุณแม่ที่ไม่สามารถให้นมแม่ด้วยตัวเองได้ และจำเป็นต้องให้นมผสมแก่เด็กว่า พัฒนาการและการเจริญเติบโตของเด็กในแต่ละช่วงวัยนั้นก็มีความแตกต่างกัน การให้เด็กได้รับสารอาหารที่เหมาะกับช่วงวัยจึงเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้น นมผสมที่เลือกให้เด็กรับประทานจึงต้องเลือกให้สูตรเหมาะกับช่วงวัยของเด็กด้วย
           “ครอบครัวคนไทยมักจะชอบให้อาหารเสริมอย่างพวกกล้วยบด ข้าวบดกับเด็กเร็วเกินไปซึ่งสารอาหารที่ได้รับ เด็กได้รับจากนมแม่เพียงพออยู่แล้ว การให้อาหารเสริมจะทำให้เด็กสูญเสียโอกาสให้การได้รับนมแม่และยังมีโอกาสทำให้เด็กท้องอืดอีกด้วย” ย้อนกลับไปที่เรื่องระยะเวลาในการดื่มนมมารดานั้น เขาเผยว่า องค์กรอนามัยโลกแนะนำว่า 6 เดือนก็เพียงพอแล้ว
          “บางคนเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นานเกินไปต้องยอมรับว่า ปริมาณและคุณภาพของน้ำนมแม่นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ คุณแม่จึงควรใส่ใจในการรับประทานอาหารให้ถูกต้อง ครบถ้วน เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี เพื่อให้น้ำนมมีคุณภาพสำหรับลูกน้อยด้วย”
          อย่างไรก็ตาม ผศ.นพ.มานพชัย ย้ำว่า การดูแลเด็กให้มีคุณภาพดี มีพัฒนาการที่สมบูรณ์นั้นจำเป็นจะต้องเริ่มตั้งแต่ในครรภ์ ในปัจจุบันนี้ก็มีอาหารเสริมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์เพื่อให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างเพียงพอ ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน ทั้งโรคเรื้อรังที่มีสาเหตุจากการผ่าตัดคลอด และภูมิแพ้สิ่งต่างๆที่เกิดจากสภาวะของสังคมเมือง สิ่งสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ก็คือการที่ผู้คนเริ่มตระหนักถึงปัญหาร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้น และหาทางแก้ไขในท้ายที่สุด

โรคลมชักในเด็ก

อาการชัก อาจสร้างความตระหนักให้กับผู้ที่พบเห็น โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นกับเด็ก จะมีวิธีเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับอาการชักอย่างไร

          ผศ.นพ.สรวิศ วีรวรรณ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า อาการชักเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทในสมอง ซึ่งมักจะมีผลทำให้ร่างกายเกร็ง กระตุก และอาจทำให้ไม่รู้สึกตัวได้ ส่วนโรคลมชักเป็นอาการชักที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป โดยไม่มีสาเหตุ หรือปัจจัยภายนอกมากระตุ้น
          โดยทั่วไปอาการชักอาจเห็นได้จากการที่ร่างกายแข็งเกร็ง กระตุก ตาค้าง ส่วนอาการชักชนิดอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ อาการชักแบบเหม่อลอยเป็นพักๆ การกะพริบตา หรือทำปากขมุบขมิบ บางคนอาจเป็นหลายครั้งใน 1 วัน ซึ่งคนรอบข้างต้องหมั่นสังเกต และควรพามาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและหาสาเหตุของอาการดังกล่าว
          เมื่อเด็กมีอาการชัก ผู้ปกครองควรพาไปพบแพทย์ เพราะถ้าอาการชักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ย่อมมีผลกระทบต่อสมอง และอาการชักอาจรุนแรงขึ้นจนควบคุมไม่ได้ ส่งผลต่อพัฒนาการ กลายเป็นเด็กที่เรียนรู้ได้ช้า มีพฤติกรรมก้าวร้าว หรือสมาธิสั้นได้ สำหรับอาการชักที่เป็นอันตราย ส่วนใหญ่จะมีอาการนานเกิน 30 นาที หรือมีการสำลักขณะที่ชัก ซึ่งจะทำให้เด็กหยุดหายใจ และสมองขาดออกซิเจนได้
          สำหรับ การวินิจฉัยในเด็กที่คาดว่าจะเป็นโรคลมชัก แพทย์จะซักถามประวัติการตั้งครรภ์ของมารดา การคลอด พัฒนาการ ลักษณะอาการชัก และประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ร่วมกับการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง และการตรวจภาพถ่ายสมองด้วยเครื่อง MRI เพื่อให้ทราบสาเหตุ และกำหนดแนวทางการรักษาต่อไป ส่วนการรักษาเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชัก แพทย์จะให้ยาเพื่อป้องกันอาการชัก และเมื่อเริ่มรับประทานยาแล้ว ต้องรับประทานอย่างสม่ำเสมอ และมาพบแพทย์ตามนัด เพื่อตรวจติดตามว่าสามารถควบคุมอาการชักได้ หรือมีผลข้างเคียงของยาหรือไม่ อย่างไรก็ดี โรคลมชักในเด็กบางชนิด อาจไม่ต้องให้การรักษา เพราะเมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่น อาการอาจจะหายไปเองได้
          อย่างไรก็ตาม การป้องกัน หรือหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจเสริมให้มีอาการชักได้ เช่น การอดนอน มีไข้สูง เป็นสิ่งจำเป็นที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องให้ความสำคัญ นอกเหนือจากการรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง แม้ดูแลกันดีแล้ว แต่ถ้าเด็กเกิดอาการชัก สิ่งแรกที่ควรทำคือ ตั้งสติให้ดี อย่าตกใจ นำตัวเด็กไปยังที่โล่งมีอากาศถ่ายเทสะดวก ห่างไกลของมีคม หรือมุมโต๊ะที่อาจทำให้บาดเจ็บ ให้นอนราบกับพื้น ตะแคงศีรษะไปด้านข้างเพื่อป้องกันการสำลัก ห้ามง้างปากหรือนำสิ่งของใส่ในปากขณะที่มีอาการชักเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ฟันหักและตกไปอุดหลอดลม ทำให้ขาดอากาศตามมาได้ และเมื่อหยุดชัก ควรพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย หาสาเหตุ และให้การรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

ภาวะช็อกนาน ในไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงลายกัดผู้ป่วยไข้เลือด ออกที่มีไข้สูงก็จะมีเชื้อไวรัสในตัวยุง หลังจากระยะฟักตัว 3-11 วัน ก็สามารถแพร่เชื้อไวรัสไปยังผู้ที่ถูกยุงตัวนั้นกัดได้จนตลอดชีวิตของยุง (ประมาณ 4-6 สัปดาห์)
          อาการของโรคไข้เลือดออก ในเบื้องต้นคือ มีไข้สูงลอย หลังรับประทานยาลดไข้ก็ยังคงมีไข้อยู่ แต่ระดับจะต่ำลง ปวดศีรษะ อาจมีอาการปวดกระบอกตา ปวดตามตัว เช่น ปวดกระดูกหรือกล้ามเนื้อ มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง เลือดกำเดาไหล หรือเลือดออกตามไรฟัน บางรายมีผื่น อาการทั่วไปอื่นๆที่พบมี คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง
          สิ่งที่ทำให้โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่น่ากลัว เป็นเพราะเมื่อผู้ป่วยมีอาการรุนแรงถึงขั้นช็อกนั้นเป็นช่วงเวลาที่ไข้ลด ผู้ป่วยมีสติพูดจารู้เรื่อง ผู้ดูแลจึงนึกว่าปลอดภัยเพราะไข้ลดลงแล้วและไม่พาไปพบแพทย์ แต่แท้ที่จริงผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลียมากเนื่องจากกำลังอยู่ในภาวะช็อกนั่นเอง บางครั้งกว่าผู้ดูแลจะพาไปพบแพทย์ก็อาจมีภาวะช็อกนาน และมีภาวะแทรกซ้อนคือ ตับ/ไตวายหรือมีเลือดออกมากแล้ว ซึ่งสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกก็มาจากภาวะช็อกนานนั่นเอง
โดยอาการที่บ่งชี้ว่าควรมาพบแพทย์ทันทีคือ ไข้ลดต่ำลงหรือไม่มีไข้แต่ยังอ่อนเพลีย ไม่สามารถทำกิจกรรมตามปรกติ หรือไม่สามารถรับประทานอาหารได้ อาการนำของภาวะช็อกที่ต้องสังเกตและพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลทันทีโดยเฉพาะเวลาไข้ต่ำลงหรือไม่มีไข้ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียนหรือปวดท้องมาก กระสับกระส่าย มีเลือดออกมาก เช่น เลือดกำเดา หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ กระหายน้ำตลอดเวลา ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ถ่ายปัสสาวะนานเกิน 4-6 ชั่วโมง   สำหรับเด็กทารกที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกอาจจะสังเกตอาการยากกว่าในเด็กโตและผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม หากพบว่ามีไข้ควรสังเกตว่ามีจุดเลือดออกแดงๆตามผิวหนังหรือไม่ มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องหรือไม่ ถ้ารับประทานอาหารได้น้อยหรือไม่ได้ควรพาไปพบแพทย์ทันที
          ไม่ควรให้ยาลดไข้สูงและแอสไพริน เพราะอาจทำให้เป็นแผลและเลือดออกในกระเพาะอาหารมาก ควรกระตุ้นให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อนๆ หรือดื่มนม น้ำผลไม้ น้ำข้าว หรือน้ำเกลือแร่ ไม่ควรดื่มน้ำเปล่าเพราะขาดแร่ธาตุและพลังงาน
          หากผู้ป่วยมีไข้เกิน 3 วัน ควรพาไปพบแพทย์ แพทย์จะตรวจร่างกายโดยละเอียด รัดแขนแน่นๆ เพื่อหาจุดเลือดออก และต้องมีการตรวจเลือดเบื้องต้นเพื่อการวินิจฉัยและติดตามอย่างถูกต้อง

อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในเด็ก

การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในเด็กมีความแตกต่างจากในผู้ใหญ่ เพราะอาจเป็นมาแต่กำเนิด ความผิดปกติจากพัฒนาการควบคุมการถ่ายปัสสาวะ หรือจากความผิดปกติทางจิตใจก็ได้ ดังนั้น การวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยเด็กจึงมีความแตกต่างจากการรักษาในผู้ใหญ่
          โดยปกติหลังการคลอดใหม่ๆ ทารกจะปัสสาวะบ่อยมากถึงวันละ 20 ครั้ง และไม่สามารถควบคุมได้ เมื่อเด็กโตขึ้นกระเพาะปัสสาวะจะขยายและเก็บน้ำปัสสาวะมากขึ้น เพราะมีพัฒนาการของสมองเพื่อเก็บกักปัสสาวะไม่ถ่ายปัสสาวะเรี่ยราด ในช่วงแรกๆ จะควบคุมปัสสาวะในช่วงเวลากลางวันได้ก่อน แต่กลางคืนอาจยังมีปัสสาวะรดที่นอนบ้าง ต่อมาจึงเริ่มควบคุมการถ่ายปัสสาวะได้ทั้งวัน ซึ่งโดยทั่วไปเด็กจะเริ่มควบคุมการถ่ายปัสสาวะได้เมื่ออายุประมาณ 3 ปี คือเป็นเวลาก่อนเข้าโรงเรียนแต่
          หากเด็กมีปัญหาปัสสาวะราดตลอดไม่สามารถควบคุมการถ่ายปัสสาวะได้ หรือถ่ายปัสสาวะเป็นเวลาแต่มีปัสสาวะซึมออกมาตลอดเวลาด้วย มักเกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ท่อไตเปิดผิดตำแหน่ง หรือหูรูดกระเพาะปัสสาวะไม่ทำงาน
          การดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กที่มีปัสสาวะเล็ดหรือกลั้นไม่อยู่นี้ แพทย์จะซักประวัติทั่วไป ระยะเวลาที่เป็น ลักษณะการกลั้นไม่อยู่ ว่าเป็นตลอดเวลาหรือแค่บางเวลา รวมทั้งประวัติครอบครัว ทั้งนี้ การตรวจร่างกายจะต้องตรวจสภาพโดยทั่วไป สภาพจิตใจและตรวจหาความผิดปกติต่างๆ ด้วย เช่น ความผิดปกติบริเวณหลังทวารหนักกระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ระบบประสาทตรวจปัสสาวะ และอัลตราซาวด์ เพื่อตรวจสอบความผิดปกติทางโครงสร้างของไต ท่อไตและกระเพาะปัสสาวะ โดยอาจมีการตรวจทางรังสีวิทยา และตรวจการทำงานของพระเพาะปัสสาวะในกรณีที่จำเป็น
/data/content/24392/cms/e_ceijlnprvw15.jpg
          สำหรับการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในเวลากลางวันจะต้องตรวจสอบถึงสภาพความผิดปกติในการทำงานของกระเพาะปัสสาวะว่า บีบตัวเร็วหรือไม่ หรือ เกิดจากความสนใจของเด็กในบางเรื่องที่ทำให้ลืมถ่ายปัสสาวะ เช่น ในเด็กที่มีความผิดปกติต่อทางจิตใจ หรือสมาธิสั้น ที่โดยมากมักรอจนกระเพาะปัสสาวะเต็มมากจึงไปถ่ายปัสสาวะ ทำให้ไปถ่ายปัสสาวะไม่ทัน
          ส่วนในเวลากลางคืนหรือ ปัญหาเด็กปัสสาวะรดที่นอน อาจเป็นตามธรรมชาติของเด็กที่มีพัฒนาการในการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะช้า หรือ จากสาเหตุอื่น เช่น มีปริมาณปัสสาวะตอนกลางคืนมากจากการดื่มน้ำหรือ ได้รับเครื่องดื่ม นม ผลไม้ในช่วงกลางคืน หรือเกิดจากการหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยในการ ดูดน้ำกลับจากปัสสาวะน้อยทำให้มีปริมาณปัสสาวะมากทั้งที่กระเพาะปัสสาวะทำงานปกติ ซึ่งสาเหตุทั้งหมดก็อาจก่อให้เด็กปัสสาวะรดที่นอนได้ การรักษาคือ ควรปลุกมาถ่ายปัสสาวะในระยะเวลาที่ เหมาะสม
          นอกจากนี้ ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งได้แก่ กระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติ มีการบีบตัวไว ไม่สามารถเก็บกักปัสสาวะได้นาน และราดออกมาก่อน เพื่อการป้องกันการลุกลามเกินเยียวยา ผู้ปกครองจึงควรนำบุตรหลานไปปรึกษาแพทย์ให้ทันท่วงทีเพื่อเตรียมตัวและวางแผนในการรักษาให้หายขาดในที่สุด

เมื่อลูกเป็น อีสุกอีใส

 เพื่อนพ่อแม่หลายคนที่ลูกต้องเผชิญกับโรคอีสุกอีใส และช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมทำให้พ่อแม่ต้องขลุกอยู่กับลูกทั้งวัน ยิ่งถ้ามีลูกหลายคน ความเสี่ยงก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย บางบ้านก็เป็นกันทั้งบ้าน ทำให้ต้องชุลมุน เพราะหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะไม่ติดต่อกัน

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกับเจ้าโรคอีสุกอีใสกันก่อนเกี่ยวกับเรื่องความเข้าใจผิด 2 ประการ
ประการแรก ฉีดวัคซีนแล้วตั้งแต่เล็ก จะไม่เป็นโรคนี้
          เป็นความเข้าใจผิดค่ะ เพราะคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว เจ้าวัคซีนสามารถป้องกันได้เพียงราว 90% เท่านั้น ข้อนี้กล้าการันตี เพราะเจ้าลูกชายสองคนของดิฉันก็ฉีดวัคซีนตั้งแต่เล็ก แต่เจ้าคนเล็กก็เพิ่งเป็นโรคนี้ได้ไม่นาน เพียงแต่อาการตุ่มเห่อและอาการคันอาจจะน้อยกว่าปกติ ซึ่งของเจ้าลูกชายคนเล็กเป็นเมื่ออายุ 14 ปี อาการคันก็หนักหน่วงอยู่ ทำให้ชอบเกา และแน่นอนยิ่งคันยิ่งเกา และช่วงแผลตกสะเก็ตก็มักทำให้เป็นแผลเป็นนั่นเอง

ประการที่สอง เคยเป็นแล้วจะไม่เป็นอีก
เป็นความเข้าใจผิดอีกข้อหนึ่ง เพราะมีหลายคนที่เคยเป็นแล้ว ก็เป็นอีก เพราะอยู่ในช่วงที่ภูมิต้านทานต่ำก็สามารถติดโรคนี้ได้ เพียงแต่อาการจะลดลง ไม่เป็นมากเหมือนครั้งแรก ฉะนั้น ผู้ที่เคยเป็นแล้วก็ต้องระมัดระวังตัว ไม่อยู่ใกล้กับคนที่เป็นโรคนี้เช่นกัน
ฉะนั้นจึงมีวิธีการดูแลและป้องกันภายในบ้านมาฝาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่มีเด็กอยู่ร่วมกันหลายคน ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษล่ะค่ะ

โรคอีสุกอีใส (Chicken pox) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส (Varicella zoster virus) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิด โรคงูสวัด (Herpes Zoster) เนื่องจากผื่นและตุ่มที่ขึ้นนี้จะค่อยๆ ออกทีละระลอก กระจัดกระจาย ไม่ขึ้นพร้อมกันทั่วร่างกาย บางที่จะออกเป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มน้ำใสๆ บางที่เป็นตุ่มกลัดหนอง และบางที่ก็เริ่มตกสะเก็ด แต่ละคนก็จะมีลักษณะแตกต่างกันไป
          เจ้าโรคนี้สามารถติดต่อได้ด้วยการไอ จาม หายใจรดกัน หรือโดยการสัมผัส ตลอดจนการใช้ของใช้ร่วมกัน โดยปกติเชื้อโรคจะมีระยะฟักตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์ มักจะระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อนเช่นเดียวกับหัด แต่ก็พบได้ตลอดทั้งปี พบมากในกลุ่มเด็กอายุระหว่าง 5-12 ปี รองลงมาจะเป็นกลุ่มเด็กอายุ 1-4 ปี กลุ่มวัยรุ่น และวัยหนุ่มสาว
          โดยปกติอาการของโรคอีสุกอีใสจะไม่รุนแรง เป็นเองหายเองได้
   
          อาการแรกเริ่มที่พ่อแม่สังเกตเห็นได้คือ เด็กจะมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่มักมีไข้สูงร่วมด้วย มีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวคล้ายไข้หวัดและจะมีผื่นขึ้นพร้อมๆ กับวันที่เริ่มมีไข้ แล้วกระจายไปตามใบหน้า ลำตัว และแผ่นหลัง ต่อมากลายเป็นตุ่มนูนมีน้ำใสๆ อยู่ข้างใน หรือดูคล้ายตุ่มหนอง และมีอาการคัน 2-4 วัน ต่อมาก็ค่อยๆ ตกสะเก็ด บางคนมีแผลขึ้นในช่องปากร่วมด้วย ทำให้ปากและลิ้นเปื่อย และมีอาการเจ็บคอ
          เด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่มักจะมีอาการรุนแรงและมีตุ่มขึ้นมากกว่าเด็กเล็ก โดยทั่วไปผื่นและตุ่มจะหายโดยไม่มีแผลเป็น ยกเว้นมีเชื้อแบคทีเรียมาแทรกซ้อน โรคนี้เมื่อหายแล้ว มักจะมีเชื้อหลบอยู่ตามปมประสาท ซึ่งอาจออกมาเป็นโรคงูสวัดภายหลังได้
          แต่อาการที่พบบ่อยคือ การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนบนผิวหนัง ทำให้กลายเป็นหนองและมีแผลเป็นตามมา ในบางรายเชื้อแบคทีเรียที่แทรกซ้อนอาจกระจายเข้าไปในกระแสเลือดทำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษและปอดบวมได้
          ถ้าพบว่าลูกเป็น ควรจะไปพบแพทย์ก่อน อย่าวินิจฉัยด้วยตัวเอง หรือรักษาด้วยตัวเองตามความเชื่อโบราณ เช่น กินยาเขียวเพื่อขับให้พิษออกมา เพราะเรายังไม่รู้ว่าลูกเป็นอะไร ควรสังเกตอาการเบื้องต้นและให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัย
          ส่วนการดูแลรักษาโดยทั่วไป แพทย์จะให้ยารักษาตามอาการไข้และอาการทางผิวหนัง โดยให้ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล (ห้ามใช้แอสไพริน) ยาทาแก้คัน หรืออาจมีการให้ยาเพื่อยับยั้งการเจริญของเชื้อไวรัสร่วมด้วย ทางที่ดีผู้ป่วยควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ดีกว่าค่ะ
          แต่วิธีการดูแลสมาชิกในบ้านที่ยังไม่เป็นก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยเช่นกัน
          ประการแรก ต้องแยกเด็กที่ป่วยไว้ต่างหาก แม้อาจจะลำบาก แต่ก็ต้องเคร่งครัด ยิ่งบ้านไหนมีเด็กหลายคน อาจจะต้องแบ่งแยกคนละห้อง และแยกผู้ใหญ่ในบ้านในการดูแลลูก เพื่อป้องกันลูกอีกคนติดได้ ทั้งนี้ระยะแพร่เชื้อจะเริ่มตั้งแต่ 24 ชั่วโมงก่อนที่มีผื่นหรือตุ่มขึ้นจนถึงตุ่มแห้งตกสะเก็ดหมดแล้ว ซึ่งใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน ในระยะนี้ต้องให้ลูกหยุดเรียนหรือผู้ใหญ่ก็ต้องหยุดงาน
          ประการที่สอง ต้องไม่ใช้สิ่งของร่วมกันหรือปะปนกัน ไม่ว่าจะเป็นของเล่น หรือของกิน ของใช้ ก็ขอให้แยกชั่วคราว ถ้าลูกโตก็อธิบายให้ลูกเข้าใจว่าที่พ่อแม่ต้องแยกหนูออกจากกัน หรือไม่ได้เล่นด้วยกัน จะเป็นแค่ช่วงเวลาเดียว เพราะน้องป่วย รอให้น้องหายป่วยแล้วค่อยกลับมาเล่นกันเหมือนเดิม
          ส่วนคุณแม่เองคือผู้ใกล้ชิดลูกมากที่สุด เพราะต้องดูแลลูกที่ป่วยอย่างใกล้ชิดด้วย ก็ต้องระมัดระวังตัวเองด้วย อาจใช้ผ้าปิดปากร่วมด้วย แต่เท่าที่ผ่านมา แม่ทุกคนเหมือนกันหมด ถ้าตัวเองต้องป่วยด้วยก็ไม่เป็นไร สุดท้ายก็มักเป็นไปพร้อมกับลูก ที่จริงลูกเป็น ถ้าเราระมัดระวังตัวเองดีๆ ก็ไม่เป็นย่อมดีกว่าค่ะ
          ประการที่สาม สำคัญมากต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดมากๆ ในช่วงที่แสดงอาการ ลูกจะคันมาก เด็กส่วนใหญ่จะงอแง ไม่กิน ไม่นอน และจะเกาแผล เพราะฉะนั้นต้องทายาแก้คัน และแม่หรือผู้ดูแล ต้องพยายามหาทางงีบไปพร้อมๆกับลูกด้วย ไม่งั้นสุขภาพตัวเองก็จะแย่ไปด้วย
          ประการที่สี่ ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ตั้งแต่เล็ก แม้จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่อย่างน้อยถ้าเป็นขึ้นมาก็จะไม่หนัก และอาการก็จะไม่มากเท่าคนที่ไม่ได้ฉีด ยิ่งถ้าเป็นตอนโตจะทรมานมาก

          เจ้าโรคนี้เวลามันจะมา มันไม่บอกล่วงหน้านะคะ ช่วงนี้เป็นช่วงระบาดกันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นอย่าลืมดูแลตัวเองและคนที่เรารักอย่างถูกวิธีนะคะ

กระตุ้นพัฒนาการลูกฉลาดตั้งแต่ในท้อง

สมัยก่อนเวลาตั้งครรภ์ส่วนมากคุณแม่มักจะลุ้นแค่ขอให้ลูกคลอดออกมาสมบูรณ์และแข็งแรงก็พอใจแล้ว ส่วนจะฉลาดหรือไม่ฉลาดค่อยมาลุ้นเอาตอนหลังคลอด ซึ่งอาจจะต้องรอจนลูกโตพอสมควรแล้วจึงคิดว่าทำอย่างไรดีลูกถึงจะฉลาด แต่ปัจจุบันด้วยความรู้ทางการแพทย์ที่มากขึ้น ทำให้เราสามารถทราบถึงพัฒนาการของสมองลูกน้อยได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ว่าเป็นอย่างไร และจะสามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่อยู่ในครรภ์ได้อย่างไรบ้าง คุณแม่หลายคนใจร้อนอยากจะช่วยกระตุ้นให้สมองของลูกมีการพัฒนาที่ดีโดยเริ่มตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์เลย โดยหวังว่า เมื่อคลอดออกมาลูกจะได้เป็นเด็กฉลาด ไหวพริบดี หรืออารมณ์ดี การที่คนเราจะมีสมองดีหรือมีความเฉลียวฉลาดมีปัจจัยที่มาเกี่ยวข้องหลายประการ
ปัจจัยที่สำคัญมี 3 ประการคือ กรรม พันธุ์ อาหารการกินของแม่ขณะตั้งครรภ์และของลูกภายหลังคลอด และประการสุดท้ายคือ สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเด็กทั้งขณะที่อยู่ในท้องและภายหลังคลอดการกระตุ้นพัฒนาการของสมองลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์สามารถทำได้หลายวิธีคือ
1. ปรับอารมณ์ให้ดีอยู่เสมอ จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่าคุณแม่ที่อารมณ์ดีอยู่เสมอจะทำให้ร่างกายมีการหลั่งสารแห่งความสุขที่เรียกว่าเอนดอร์ฟินออกมาผ่านทางสายสะดือไปยังลูก ทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีทั้งสมองและอารมณ์ ในทางตรงกันข้ามคุณแม่ที่มีอารมณ์หงุดหงิด โมโหง่าย ร่าง กายจะหลั่งสารแห่งความเครียด ที่เรียกว่าอะดรีนาลินออกมาผ่านไปยังลูก ผลดังกล่าวจะทำ ให้ลูกคลอดออกมาเป็นเด็ก งอแง เลี้ยงยาก พัฒนาการช้า
2. ฟังเพลง ระบบประสาทการรับฟังของลูกน้อยในครรภ์จะเริ่มทำงานตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 5 เดือน การใช้เสียงกระตุ้นจะทำให้เครือข่ายใยประสาทที่ทำงานเกี่ยวกับการได้ยินของลูกมีพัฒนาการดีขึ้น การที่ลูกในครรภ์ได้รับฟังเสียงเพลง คลื่นเสียงจะไปกระตุ้นให้ระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินมีการพัฒนาระบบการทำงานได้เร็วขึ้น ทำให้เมื่อลูกคลอดออกมามีความสามารถในการจัดลำดับความคิดในสมอง รู้สึกผ่อนคลาย และจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดี   
3. พูดคุยกับลูก การพูดคุยกับลูกในครรภ์บ่อยๆจะช่วยให้ระบบประสาทและสมองที่ควบคุมการได้ยินมีพัฒนาการที่ดีและเตรียมพร้อมสำหรับการได้ยินหลังคลอด คุณแม่ควรพูดกับลูกบ่อยๆ ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ประโยคซ้ำๆ เพื่อให้ลูกคุ้นเคย อย่าไปเล่าเรื่องทุกข์ใจ เช่น เป็นหนี้เขาอยู่ หรือส่งแชร์ไม่ ทันให้ลูกฟังนะ เดี๋ยวลูกจะเครียดเสียตั้งแต่อยู่ในท้อง
/data/content/24941/cms/e_afgjkmvx1478.jpg
  4. ลูบหน้าท้อง การลูบหน้าท้องจะกระตุ้นระบบประสาท และสมองส่วนรับรู้ความรู้สึกของลูกให้มีพัฒนาการดีขึ้น การลูบท้องควรลูบเป็นวงกลมจากบนลงล่างหรือจากล่างขึ้นบน บริเวณไหนก่อนก็ได้ครับ
 5. ส่องไฟที่หน้าท้อง ลูกน้อยในครรภ์สามารถกะพริบตาเพื่อตอบสนองต่อแสงไฟที่กระตุ้นได้ตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 7 เดือน การส่องไฟที่หน้าท้องจะทำ ให้เซลล์สมองและเส้นประสาท ส่วนรับภาพและการมองเห็นมีพัฒนาดีขึ้นและเตรียมพร้อมสำหรับการมองเห็นภายหลังคลอด
6. ออกกำลังกาย เวลาคุณแม่ออกกำลังกาย ลูกที่อยู่ในครรภ์ก็จะมีการเคลื่อนไหวตามไปด้วย และผิวกายของลูกจะไปกระแทกกับผนังด้านในของมดลูก ผลดังกล่าว  จะกระตุ้นระบบประสาทสัมผัสของลูกให้พัฒนาดีขึ้น
7. เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม เนื้อสมองของลูกน้อยในครรภ์มีองค์ประกอบเป็นไขมัน โดยเฉพาะไขมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นองค์ประกอบถึงร้อยละ 60 กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีความสำคัญต่อพัฒนา การสมองของลูกน้อยในครรภ์ คือกรดไขมันที่มีชื่อว่า ดีเอชเอ ซึ่งมีมากในอาหารพวกปลาทะเลและสาหร่ายทะเล และเออาร์เอ ซึ่งมีมากในอาหารพวกน้ำมันพืช เช่น น้ำมันดอกคำฝอย น้ำ มันเมล็ดทานตะวัน และน้ำมันข้าวโพด การเลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารดังกล่าวให้เพียงพอ จะทำให้ลูกในครรภ์ได้รับวัตถุดิบคุณภาพดีในการสร้างเนื้อสมองและระบบเส้นใยประสาทให้มีคุณภาพดีตามไปด้วย

การให้ยาลดไข้สำหรับเด็ก

/data/content/24610/cms/e_abdhjoty1478.jpg
        การใช้ยาเพื่อบรรเทาความป่วยไข้สำหรับคนแต่ละวัยนั้นไม่เหมือนกัน ยาบางชนิดเหมาะสำหรับผู้ใหญ่ แต่ไม่เหมาะสำหรับเด็ก ด้วยเหตุนั้น ก่อนให้ยาสำหรับลูกน้อย จะต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบอย่างไรบ้าง
        เภสัชกรหญิง ฤดีรัมภา ตันนามัย เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลเด็ก กล่าวว่า ยาแก้ปวดลดไข้ทั่วไป มีอยู่ด้วยกันสามชนิด ชนิดแรกที่รู้จักกันดี ก็คือ พาราเซตามอล อีกตัวที่ชอบใช้กันก็คือแอสไพริน ส่วนตัวสุดท้ายก็คือไอบิวโพรเฟ่น
       “พาราเซตามอล นั้นปลอดภัยที่สุด ส่วนอีกสองตัวนั้นไม่แนะนำในเด็ก เพราะว่ามีผลทำให้เกร็ดเลือดไม่ค่อยแข็งตัว เลือดไหลง่าย อย่างเช่นแอสไพริน หมอจะไม่แนะนำเลยสำหรับผู้ป่วยจากโรคไข้เลือดออก และขณะที่เราอาจจะยังไม่รู้ว่าเป็นไข้เลือดออกหรือเปล่า เราก็แนะนำให้เลี่ยงไปก่อนเลย สำหรับเด็ก ส่วนไอบิวโพรเฟ่น อาจจะใช้ได้ในภาวะที่มีไข้สูง เพราะว่ามันค่อนข้างออกฤทธิ์เร็วกว่าพาราเซตามอล”
       เด็กแรกเกิดถึง 6 เดือน ต้องระมัดระวังในการใช้ยาลดไข้ เพราะอาจมีผลเสียต่อตับได้ ควรใช้การเช็ดตัวลดไข้เป็นหลัก และใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล ถือเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูงในเด็ก มีให้เลือกใช้ 3 ชนิดคือ ชนิดหยดสำหรับเด็กเล็กๆ และเด็กที่กินยายาก (ขนาด 1 ซีซีต่อน้ำหนักตัว 10 กก.)
        หลักการทานยาสำหรับเด็ก จากข้อมูลของโรงพยาบาลเด็ก มีการให้คำแนะนำไว้ ดังต่อไปนี้ คือ ชนิดน้ำเชื่อมสำหรับเด็กเล็ก (ขนาด 1 ช้อนชาหรือ 5 ซีซีต่อน้ำหนักตัว 10 กก.) และชนิดน้ำเชื่อมสำหรับเด็กโต (ขนาด 1 ช้อนชาต่อน้ำหนักตัว 20 กก.) แนะนำให้ใช้ทุก 4-6 ชั่วโมงเวลามีไข้
       สำหรับยาลดไข้ไอบูโปรเฟนที่หลายคนเรียกว่า ยาลดไข้สูง มักช่วยให้ลดไข้ได้ดีกว่ายาพาราเซตามอล แนะนำให้ใช้เป็นยาเสริมเพิ่มเติมเมื่อใช้ยาพาราเซตามอลแล้วไข้ไม่ลดลงหรือ ไข้ขึ้นอีก แต่ยังไม่ถึงเวลาจะให้ยาพาราเซตามอลในมื้อถัดไป
        อย่างไรก็ตาม เด็กเล็กมีความเสี่ยงในการติดเชื้อต่างๆ เนื่องจากร่างกายยังสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่สูงเพียงพอในการป้องกันโรค คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปยังสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หรือฝากเลี้ยงในสถานรับเลี้ยงเด็ก ควรหมั่นล้างมือและใช้หน้ากากอนามัยปิดปากปิดจมูกเวลาพาเด็กไปในที่ชุมชน หรือเวลาเจ็บป่วย

อาหารสำหรับนมแม่

คุณแม่ช่วงให้นมบุตร หากพบอาการอ่อนเพลีย เหน็บชา เป็นตะคริว เบื่ออาหารกล้ามเนื้ออ่อนแรง หัวใจเต้นเร็ว หรือเป็นแผลหายช้า แสดงว่ากำลังขาดสารอาหารที่จำเป็น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ประสิทธิภาพในการเลี้ยงดูลูกน้อย รวมถึงคุณภาพชีวิตในระยาว ต้องรีบปรับการบริโภคอาหารเพื่อภาระหน้าที่ความเป็นแม่ที่สำคัญโดยด่วน
/data/content/24400/cms/e_abhoprsxz129.jpg
          รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล นักวิชาการด้านโภชนาการ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวว่า แม่รุ่นใหม่ทราบดีว่า นมแม่คืออาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูก ทำให้อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยิ่งสูงขึ้นและนานขึ้น แต่แม่ชาวไทยกลับไม่ทราบว่า กำลังเสี่ยงต่อการได้รับสารอาหารบางชนิดในระยะให้นมบุตรเพียงประมาณ 30% ของความต้องการของร่างกาย เท่านั้น เพราะระยะให้นมบุตรร่างกายต้องการสารอาหารบางอย่างในปริมาณที่มากกว่าช่วงก่อนหรือระหว่างตั้งครรภ์เสียอีก เนื่องจากต้องใช้สารอาหารทั้งสำหรับตัวเอง และผลิตน้ำนมให้ลูก
          "ผลสำรวจการบริโภคอาหารของหญิงให้นมบุตรโดยกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ช่วงเวลาดังกล่าวแม่มีความเสี่ยงขาดสารอาหารเช่น แคลเซียม วิตามินเอ และวิตามินซีถึงเกือบร้อยละ 70 ของปริมาณที่ควรได้รับ อีกทั้งควรได้รับสารอาหารได้แก่ เหล็ก วิตามินบี 1 และ วิตามิน บี 2 เพิ่มอีกเท่าตัวด้วย ไม่เช่นนั้นจะบั่นทอนสุขภาพแม่ และกระทบต่อศักยภาพในการเลี้ยงดูลูก"

ทำอย่างไร ...ไม่ให้ลูกกลายเป็นเด็กขี้อิจฉา

ครอบครัวที่มีลูกหลายๆ คนอาจจะกำลังเผชิญกับปัญหาที่ลูกๆ รู้สึกอิจฉากันและกันอยู่ และไม่รู้ว่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร สำหรับบางครอบครัวแล้ว ปัญหานี้มันเรื้อรังและแก้ไขไม่เคยได้สักที จึงสร้างความทุกข์ใจให้กับคนในครอบครัว ทั้งกับตัวของลูกเองและคนเป็นพ่อแม่เป็นอย่างมาก
         ลูกเป็นเด็กขี้อิจฉาเพราะสาเหตุใดบ้าง
         1. มีสมาชิกใหม่หรือมีลูกคนใหม่เกิดขึ้นในครอบครัว
         เมื่อคุณแม่คลอดน้องคนใหม่ออกมา และเด็กเห็นว่าคุณพ่อคุณแม่และทุกๆ คนต่างรุมให้ความสนใจน้องคนใหม่เป็นพิเศษ เดี๋ยวคุณแม่อุ้ม เดี๋ยวคุณพ่อกอด เดี๋ยวคุณตาคุณยายผลัดกันเข้ามาหอม เด็กอาจจะมีความรู้สึกหวาดระแวงกลัวว่าน้องที่เกิดมาใหม่จะมาแย่งเอาความรักของคุณพ่อคุณแม่ไปจากตนเอง อีกทั้งมีความรู้สึกน้อยใจว่าไม่มีใครมา/data/content/24891/cms/e_dfmopy234589.jpgเอาใจใส่เขาเลย ซึ่งความรู้สึกดังกล่าวนี้หากคุณพ่อคุณแม่ปล่อยปละละเลยไปนานๆ ความรู้สึกหวาดระแวงและน้อยใจจะตกตะกอนจนเกิดเป็นสนิมในใจเด็กและกลายเป็นความอิจฉาริษยาในที่สุด ซึ่งอาจทำให้มีปัญหาครอบครัวต่อไปได้
          2. คุณพ่อคุณแม่รักลูกไม่เท่ากัน
         ในครอบครัวที่มีลูกหลายคนมักจะมีปัญหานี้เกิดขึ้นบ่อยๆ เช่น รักลูกคนเล็กมากกว่าลูกคนโต รักลูกผู้ชายมากกว่าลูกผู้หญิง รักลูกที่เรียนเก่งมากกว่าลูกคนอื่นๆ หรือในบางครอบครัวที่เป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ซึ่งมีลูกหลานอายุรุ่นราวคราวเดียวกันหลายคนก็อาจจะเกิดการเปรียบเทียบกันในเรื่องของการเรียนและความสามารถของเด็กๆ ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลให้เด็กที่ถูกเปรียบเทียบว่าด้อยกว่าเกิดความรู้สึกน้อยใจ เก็บกดเอาไว้จนกลายเป็นความอิจฉาริษยาและรู้สึกเกลียดชังผู้อื่น
          จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกมีนิสัยขี้อิจฉา
          1. มีพฤติกรรมกัาวร้าว
          เด็กจะแสดงออกถึงความอิจฉาด้วยการโยเยมาก ร้องไหักรีดร้องเสียงดัง ดื้อไม่ยอมเชื่อฟัง แกล้งขัดคำสั่ง บางคนทำลายสิ่งของ ทำรัายตนเอง หรือบางคนที่อิจฉามากอาจจะแสดงออกถึงขนาดไปแกล้งคนอื่น เช่น หยิกตีน้องที่เกิดใหม่ให้ร้องไห้ ด่าว่าพี่น้องคนอื่น แอบลักเอาของไปหรือทำลายของคนอื่นเพื่อความสะใจ
          2. เจ็บป่วยบ่อยๆ โดยหาสาเหตุไม่ได้
          เด็กบางคนที่มีความอิจฉามากๆ อาจจะมีอาการเจ็บป่วยบ่อยๆ เช่น ไม่ค่อยมีแรง เป็นลมบ่อยๆ ปวดหัว ซึ่งมัก
เกิดกับเด็กที่โตหน่อย โดยเมื่อคุณพ่อคุณแม่พาไปพบแพทย์ก็จะไม่พบสาเหตุว่าป่วยเป็นอะไร ผู้เขียนเคยได้ยินได้ฟังกรณีเช่นนี้อยู่เรื่องหนึ่ง คือมีลูกสาวอยู่ด้วยกันกับคุณพ่อเพียงแค่สองคนมาตั้งแต่เล็ก เพราะคุณแม่ของเด็กคนนี้เสียชีวิตตั้งแต่เด็กคนนี้ยังเป็นทารกแบเบาะ เมื่อเด็กคนนี้อายุได้ 10 ขวบ คุณพ่อของเขาก็แต่งงานใหม่ และหลังจากคุณพ่อแต่งงานกับแม่ใหม่ เด็กคนนี้ก็เริ่มเจ็บป่วย โดยมีอาการเป็นลมบ่อยๆ เมื่อคุณพ่อพาไปหาหมอก็หาสาเหตุไม่ได้ จนกระทั่งคุณหมอแนะนำให้คุณพ่อพาเด็กคนนี้ไปหาจิตแพทย์ ในที่สุดพบว่าเด็กคนนี้เกิดภาวะที่ขัดแย้งต่อต้านในจิตใจ เพราะรักคุณพ่อมากและอิจฉาแม่ใหม่ ซึ่งไม่อยากให้คุณพ่อรักและสนใจแม่ใหม่มากกว่าตนเอง แต่เก็บกดไม่ยอมพูดหรือแสดงออกตรงๆ จึงกลายเป็นแสดงออกมาในรูปของการเจ็บป่วยทางร่างกายแทน เพื่อเรียกร้องความรักและความสนใจจากคุณพ่อนั่นเอง
          วิธีแก้ไขหากลูกเป็นเด็กขี้อิจฉา
          1. เมื่อลูกมีพฤติกรรมเหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่อย่าดุ อย่าตีหรือใช้วิธีลงโทษรุนแรงกับลูก เพราะลูกจะยิ่งไม่เข้าใจและเพิ่มความอิจฉาคนอื่นมากยิ่งขึ้น แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องรีบแก้ไข ด้วยการเรียกชื่อลูกและเข้าไปกอดเพื่อให้ลูกหยุดพฤติกรรมไม่น่ารักเหล่านั้นก่อน เมื่อลูกสงบลงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องคุยกับลูกให้เข้าใจว่าแม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะมีน้องใหม่หรือมีลูกหลายคน แต่ความรักที่คุณพ่อคุณแม่มีต่อลูกก็ยังรักเหมือนเดิมไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย
          2. ใชัเวลากับลูกให้มากขึ้น ทั้งในการพูดคุย และทำกิจกรรมด้วยกันบ่อยๆ เช่น เล่านิทานให้ลูกฟัง เล่นกับลูก /data/content/24891/cms/e_ajlopqtx2357.jpgเล่นกีฬาด้วยกัน ทำงานบ้านด้วยกัน พาลูกไปเที่ยวด้วยกัน เพราะการที่ครอบครัวได้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกันจะทำให้ลูกเกิดความอบอุ่นในจิตใจและมั่นใจในความรักที่คุณพ่อคุณแม่มีต่อเขา ซึ่งเป็นวิธีที่ดีมากที่จะไม่ให้ความอิจฉาเกิดขึ้นในใจลูก
          3. เปิดโอกาสให้ลูกมีส่วนร่วมกับทุกคนในครอบครัว หากกำลังจะมีลูกคนใหม่ คุณพ่อคุณแม่ควรคุยให้ลูกรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าคุณแม่กำลังท้องและกำลังจะมีน้อง ให้ลูกได้สัมผัสและคุยกับลูกในท้อง ชวนลูกไปเลือกซื้อของสำหรับน้อง เช่น ผ้าอ้อม เสื้อผ้าเด็กอ่อน โดยให้ลูกมีส่วนในการช่วยเลือกข้าวของเครื่องใช้ด้วย หรือหากที่ลูกๆ โตแล้ว ควรให้พี่น้องได้ทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น เช่น ให้ช่วยกันทำงานบ้าน เล่นกีฬาคู่กัน ทำกิจกรรมเสริมนอกบ้านร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อให้พี่น้องได้ใกล้ชิดและผูกพันกันนั่นเอง
           ผู้เขียนเชื่อว่าความสุขของคุณพ่อคุณแม่ทุกคนคือการได้เห็นลูกๆ รักกัน โดยไม่มีเรื่องอิจฉาริษยากัน ซึ่งการแสดงออกถึงความรักของคุณพ่อคุณแม่ที่มีต่อลูกๆ ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันนั้นคือรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เด็กๆ รู้สึกอบอุ่นและเกิดความมั่นใจในความรักที่ได้รับนั้นจนไม่ทำให้เกิดความน้อยใจจนกลายเป็นความอิจฉาริษยาผู้อื่นในที่สุด

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

เมื่อลูก...ติดเกมออนไลน์


กลายเป็นเรื่องที่น่าตกใจ กรณีที่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟน โดนเรียกเก็บเงินค่าบริการจากผู้ให้บริการเครือข่ายถึง 6 แสนบาท รวมถึงอีกส่วนหนึ่งก็ถูกเรียกเก็บเป็นเงินหลายแสนบาท ต้นตอก็มาจากการเข้าไปเล่นเกมออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของบรรดาบุตรหลาน จนพ่อแม่ผู้ปกครองต้องตกที่นั่งลำบาก ก็ยังนับเป็นความโชคดีที่บริษัทผู้ให้บริการแสดงความรับผิดชอบในเรื่องค่าใช้จ่ายและแก้ไขระบบ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้นอีก
         สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของเยาวชนที่หลงใหลไปบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะเกมที่เหล่าบรรดาผู้สร้างพยายามดึงดูดให้คนเข้าไปเล่น และเป้าหมายใหญ่ก็อยู่ที่เยาวชน จนกลายเป็นปัญหาของครอบครัวและของสังคมไปด้วย
         สาเหตุการติดเกมออนไลน์มีด้วยกันหลายสาเหตุ แต่หลักๆ ก็มาจากเนื้อหาของเกม ความสนุกของตัวเกม อีกทั้งผู้เล่นต้องแข่งขันกันให้ได้ขึ้นสู่ระดับของเกมชั้นสูงๆ ขึ้น จึงทำให้ผู้เล่นต้องแข่งขันและใช้เวลาไปอย่างมาก บางครั้งเล่นอยู่หน้าจอทั้งวันทั้งคืน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเด็กมีเวลาว่างมากเกินไป และไม่รู้จะไปทำอะไร นอกจากนี้การเล่นเกมออนไลน์ยังได้เพื่อนกลุ่มใหม่ จนที่สุดก็ติดเกมออนไลน์ ปัญหาที่ตามมาก็คือ เด็กหมกมุ่นกับเกมมากเกินไป ไม่ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์กับครอบครัวหรือสังคม โดยเฉพาะเด็กที่ไม่มีวุฒิภาวะพอหรือขาดการดูแลเอาใจใส่จะสร้างปัญหาสังคมด้วยการลักเล็กขโมยน้อยไปจนถึงการฉกชิงวิ่งราวทรัพย์สิน เพื่อจะหาเงินไปเล่นเกมออนไลน์ และมีไม่น้อยที่ก้าวเลยเถิดเข้าไปสู่เส้นทางอาชญากรรมแบบน่าเสียดายอนาคต
         นอกจากนี้เด็กที่เข้าไปเล่นเกมออนไลน์อาจนำพฤติกรรมความรุนแรงจากเกมมาใช้ในชีวิตจริง เพราะขาดความยับยั้งชั่งใจ หรือบางส่วนก็ไม่สามารถแยกแยะโลกความเป็นจริงกับโลกในเกมออนไลน์ได้ นับเป็นเรื่องอันตรายมาก และเคยเกิดขึ้นเป็นข่าวมาแล้ว อีกทั้งปัญหาสภาพแวดล้อมที่เด็กเข้าไปใช้บริการเกมออนไลน์ ซึ่งก็คือร้านเกมทั่วๆ ไปนั้น แม้จะมีกฎหมายบังคับ แต่ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของร้านว่าจัดการร้านได้ดีแค่ไหน มีการสอดส่องดูแลร้านและเด็กที่เข้ามาเล่นเกมดีเพียงพอหรือไม่ เพราะจำนวนไม่น้อยที่ร้านกลายเป็นแหล่งซ่องสุม มีทั้งยาเสพติดและสุราบุหรี่ จนเป็นสถานที่ทำลายเด็กและเยาวชนของประเทศไปโดยปริยาย ส่งผลให้ต้องสูญเสียทรัพยาบุคคลที่ควรมีประสิทธิภาพในอนาคตของประเทศไปอย่างไม่ควรจะเกิดขึ้น
         จากสถิติของสถาบันสุขภาพจิตและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิตกระทรวงสาธารณสุข เก็บข้อมูลเด็กและเยาวชนกลุ่มตัวอย่าง 2 หมื่นคน ทั่วประเทศ เมื่อปี 2556 พบว่า มีเด็กติดเกม 15% เล่นเกมออนไลน์ ไลน์ เฟซบุ๊ก 15% และเมื่อเปรียบเทียบกับสถิติจำนวนเยาวชนที่มีอยู่ในปัจจุบัน 18 ล้านคน ทำให้ทราบว่า มีเด็กไทยติดเกมแล้วมากกว่า 2.7 ล้านคน เป็นตัวเลขที่สูงมาก สำหรับพฤติกรรมก็จะก้าวร้าวถึงขั้นทำร้ายพ่อแม่ผู้ปกครอง พยายามฆ่าตัวตายเมื่อถูกห้ามไม่ให้เล่นเกม หนีเรียนเก็บตัวอยู่บ้านเพื่อเล่นเกม ไม่นอนในเวลากลางคืน การเรียนตกต่ำ อารมณ์แปรปรวนง่าย ดังนั้นปัญหาเยาวชนติดเกมออนไลน์ควรถึงเวลาที่ผู้ใหญ่และครอบครัว รวมทั้งหน่วยงานเกี่ยวข้อง ต้องเข้ามา จัดระเบียบและเปิดโลกใหม่คืนความสุขให้เด็กไทยในหนทาง ที่ถูกต้องเหมาะสม

สารอาหารสำคัญสำหรับลูกน้อย

แคลเซี่ยม เด็กวัยนี้ต้องการแคลเซี่ยม 500mg/วัน แคลเซี่ยมจะช่วยในเรื่องการสร้างกระดูกและฟัน ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ช่วยทำให้เลือดจับตัวเป็นลิ่ม และช่วยในการเปลี่ยนแปลงสารอาหารให้เป็นพลังงาน ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ได้รับแคลเซี่ยมไม่เพียงพอเพราะการดื่มน้ำผลไม้ และเครื่องดื่มอื่นๆมากเกินไปจนทำให้ดื่มนมน้อยลง
   ตัวอย่างแหล่งแคลเซียมสำหรับวัยเตาะแตะ
  • โยเกิร์ต ครึ่งถ้วยให้ 190 mg
  • cheddar cheese ให้ 153 mg
  • นมถั่วเหลือง/นมวัวครึ่งถ้วยให้ 150 mg
  • ผักขมสุก 1/4 ถ้วยให้ 73 mg
  • ส้มครึ่งลูกให้ 25 mg
  • ไอศครีม 1/4 ให้ 46 mg
  • เต้าหู้ 1/4 ถ้วยให้ 102 mg (เต้าหู้ให้สารอาหารที่แตกต่างกัน ปริมาณแคลเซียมที่ได้รับนี้มาจากเต้าหู้ที่ผลิตจากแคลเซียมซัลเฟตและแมกนีเซียมคลอไรด์)
  • บล็อกโคลี่ 1/4 ถ้วยให้ 15 mg
       เหล็ก เด็กต้องการเหล็ก 7mg/วัน เพื่อช่วยในกระบวนการ hemoglobin และ myoglobin การขาดธาตุเหล็กจะทำให้เป็นโรคโลหิตจาง นอกจากนั้นเหล็กยังมีความสำคัญในการพัฒนาสมองธาตุเหล็กมี 2 ประเภท คือ Heme Iron จะได้จากเนื้อสัตว์ต่างๆเช่น เนื้อ ปลา หมู ธาตุเหล็กประเภทนี้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย และ Non heme Iron จะอยู่ในผักใบเขียว ผลไม้แห้ง ไข่แดงร่างกายควรได้รับธาตุเหล็กทั้ง 2 ประเภท และควรได้รับร่วมกับวิตามินซี เช่น ส้ม มะละกอ องุ่น แคนตาลูป มะเขือเทศ มะม่วง
       ตัวอย่างแหล่งธาตุเหล็ก
  • 1/4 ของสาหร่ายทะเลให้ 9-21 mg
  • ถั่วเหลือง 1/4 ถ้วยให้ 2.2 mg/data/content/24755/cms/e_adeflnpsv568.jpg
  • ถั่วดำ 1/4 ถ้วยให้ 9 mg
  • เนื้อเสต็ก 1 ออนซ์ให้ 1 mg
  • กุ้ง 1 ออนซ์ให้ 9 mg
  • เต้าหู้ 1/4 ถ้วยให้ 9 mg (ผลิตจากแคลเซียมซัลเฟตและแมกนีเซียมคลอไรด์)ไข่ใบใหญ่ครึ่งฟองให้ 3 mgไก่ 1 ออนซ์ให้ 2 mg
      สังกะสี เด็กต้องการ 3mg/วัน
      สังกะสีจะช่วยการทำงานของเอ็นไซด์ต่างๆกว่า 70 ชนิดในการย่อยและการดูดซึม เด็กที่ขาดสังกะสีมักไม่ค่อยโต
      ตัวอย่างแหล่งสังกะสี
  • เนื้อเสต็ก 1 ออนซ์ให้ 1.7 mg
  • เต้าหู้ 1/4 ถ้วยให้ 6 mg (ผลิตจากแคลเซียมซัลเฟตและแมกนีเซียมคลอไรด์)
  • ข้าวโพด 1/4 ถ้วยให้ 2 mg
  • ไข่แดง(ใบใหญ่) หรือไข่ทั้งใบครึ่งฟองให้ 3 mg
วิตามินดี ประมาณ 200 IUs หรือ 5 ไมโครกรัมต่อวัน (ตั้งแต่เกิดจนอายุ 50) ช่วยในการดูดซึมสารอาหารเช่น แคลเซียมเพื่อสร้างกระดูกและฟัน
 ตัวอย่างแหล่งวิตามินดี
  • ปลาแซลมอน 1 ออนซ์ให้ 103 IUs
  • ทูน่ากระป๋อง 1 ออนซ์ให้ 200 IUs
  • ไข่แดงใบใหญ๋ให้ 25 IUs
 วิตามินเอ เด็กต้องการประมาณ 300 ไมโครกรัม RAEs ต่อวัน   วิตามินเอจะช่วยเรื่องสายตา การเจริญเติบโตของกระดูก การติดเชื้อ ช่วยในเรื่องของเซลล์และกล้ามเนื้อต่างๆเช่น ผิว ผม เล็บการได้รับวิตามินเอจากผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองเช่นแครอท ฟักทอง มากเกินไปอาจทำให้ผิวเหลืองได้
      ตัวอย่างแหล่งวิตามินเอ
  • มัน (sweet potato) 1/4 ถ้วยให้ 646 ไมโครกรัม RAE
  • แครอท 1/4 ถ้วยให้ 336 ไมโครกรัม RAE
  • ไข่ใบใหญ่ครึ่งใบให้ 35 ไมโครกรัม RAE
  • บล็อคโคลี่ 1/4 ถ้วยให้ 26 ไมโครกรัม RAE
  • มะม่วง 1/4 ถ้วยให้ 16 ไมโครกรัม RAE
     วิตามินซี เด็กต้องการวิตามินซี 15 มิลลิกรัมต่อวัน วิตามินซีช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ กระดูก เม็ดเลือดแดง ช่วยทำให้เหงือกและหลอดเลือดแข็งแรง ช่วยในการซ่อมแซมบาดแผลต่างๆและช่วยเรื่องภูมิคุ้มกันของร่างกาย และยังช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก (ที่ได้จากพืช)
      ตัวอย่างแหล่งวิตามินซี
  • ฝรั่ง 1/4 ถ้วยให้ 82.5 mg
  • /data/content/24755/cms/e_gjkoyz124589.jpgมะละกอ 1/4 ถ้วยให้ 47.5 mg
  • ส้มขนากลางครึ่งลูกให้ 30 mg
  • บล็อคโคลี่ 1/4 ถ้วยให้ 30 mg
  • แคนตาลูป 1/4 ถ้วยให้ 17 mg
  • 1/4 ของมะม่วงขนาดกลางให้ 7.6 mg
  • กล้วยครึ่งใบให้ 5 mg
  • ผักขม 1/4 ถ้วยให้ 4.5 mg
       นอกจากอาหารหลัก 5 หมู่แล้ว ก็จะมีสารอาหาร 6 ตัวนี้ที่เด็กวัยเตาะแตะต้องการค่ะเราแปลสรุปออกมาอีกทีหนึ่งเพื่อให้เป็นแนวทางคร่าวๆ สำหรับน้องๆที่ทานไม่เก่ง เพราะจำคำที่คุณหมอเคยพูดไว้ว่า คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ เลยพยายามแยกออกมาเพื่อให้คุณแม่เห็น จริงๆแล้วผักผลไม้บ้านเราก็มีหลายอย่างที่มีสารอาหารเหล่านี้สูงนะคะ อย่างพวกงา ตำลึง ผักหวาน ...ต้องค่อยๆเอามาเทียบดูค่ะ

มาปรุงอาหารเสริม ด้วยนมแม่กันเถอะ

หลากหลายเมนูที่คุณแม่จะปรุงอาหารให้ลูกน้อยด้วยการผสมนมแม่ลงไปในอาหาร เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหาร
1. ข้าวตุ๋นกับไข่แดง : ตุ๋นปลายข้าวให้เละ ทานพร้อมกับไข่แดงต้ม ที่ราดด้วยนมแม่แล้วผสมให้เนียนเข้ากัน
2. ฟักทองนึ่งราดนมแม่ : เอาฟักทองมานึ่งให้สุก แล้วเอานมแม่ที่อุ่นตามขั้นตอนมาผสม บดให้ละเอียด
3. ข้าวตุ๋นนมแม่ : ใช้ปลายข้าวหอมมะลิตุ๋นกับนมแม่  หรือจะตุ๋นข้าวให้นิ่มก่อน ข้าวจะร้อน แล้วเอานมแม่มาผสมคนให้เข้ากัน คล้ายๆๆโจ๊ก
4. ตับบด : ใช้ตับไก่ต้มพอสุกใส่ หอมหัวใหญ่ลงไปต้มด้วย จะได้ความหวานจากหอม อย่าให้แข็ง แล้วเอามาบดผ่านกระชอน แล้วผสมนมแม่ลงไป
5. ปลาอบซอสนมแม่ : เนื้อปลา ทาเนยโรยกลือนิดเดียว เอาเข้าเตาอบจนสุก
6. ซุปข้นไก่ : ผัดหอมใหญ่กับเนย ใส่ไก่สับ ผัดจนสุกใส่แป้งสาลีเล็กน้อย ใส่น้ำซุป และนมแม่ เคียวจนข้นและเนื่อไก่นิ่ม
7. สมูตตี้สตรอเบอรี่ : สตอเบอรี่แช่แข็ง ปั่นกับนมแม่
8. ไอติมนมแม่ : เอานมแม่ใส่พิมพ์น้ำแข็ง พอแข็งแล้วแกะออกมา ใส่กระปุกแช่ฟรีซต่อ
9. ไอติมน้ำผลไม้ : น้ำผลไม้ทีแม่คั้น ผสมนมแม่ลงไปด้วย เอามาหยอดลงในที่ทำน้ำแข็ง เข้าฟรีส ให้เขากินระหว่างมื้อ หรือ ช่วงคันฟัน ช่วยได้
10. กล้วยสมูตี้ : กล้วยสุกครูดออกมาแล้วผสมนมแม่ ถ้ากลัวจะหยาบให้ผ่านกระชอนอีกทีแล้วเอานมแม่ผสม จะใช้นมที่เย็นๆๆเลยก็ได้(อย่าเย็นจัด)
11.ซุปข้าวโพด เครื่องปรุง ข้าวโพด นมสดหรือนมแม่ เนยละลาย น้ำซุปไก่ แป้งข้าวโพด เกลือป่น
     - ข้าวโพดต้มสุกยีผ่านกระชอน หรือ ใส่เครื่องปั่น
     - นำข้าวโพด นมสดหรือนมแม่ เนยละลาย น้ำซุปไก่ และเกลือป่นเล็กน้อย ตั้งไฟอ่อน ๆ จนเดือด
     - ละลายแป้งข้าวโพดกับน้ำเย็นใส่ในหม้อซุปต้มต่อจนแป้งสุกใส
     หมายเหตุ อาจดัดแปลงโดยใช้ผักอื่น เช่น ถั่วลันเตา แทนก็ได้ ใส่ไข่แดงต้มสุกเพิ่มเติม ถ้าซุปใส่อาจเติมแป้งข้าวกล้องลงไป
12.ไข่ตุ๋นหมูสับ
     - เครื่องปรุง ไข่ไก่ น้ำซุป เนื้อหมูสับละเอียด ตำลึงสับหยาบ เกลือป่น
     - ส่วนผสมมีไข่ไก่ น้ำซุป นมแม่ เนื้อหมูสับละเอียด ตำลึงสับหยาบ เกลือป่นเล็กน้อย ตีพอให้เข้ากัน (คนมากเดี๋ยวไข่เป็นรูพรุน) นำไปนึ่งประมาณ 25 นาทีจนสุก
      หมายเหตุ - อาจประยุกต์ด้วยการเติมเต้าหู้หลอดหันลูกเต๋าชิ้นเล็ก ๆ หรือผสมข้าวสวยนุ่ม ๆ ลงไปเพื่อให้ลูกได้อาหารพวกแป้งเพิ่มขึ้น

เมื่อลูกชัก ควรทำอย่างไร??

เป็นธรรมดาของพ่อแม่ทุกคน ถ้าลูกของตนเองมีอาการชักเกร็งหรือชักกระตุกทั้งตัว(โรคลมบ้าหมู) คงรู้สึกตกใจ และวิตกกังวลว่าหลังจากมีอาการชักแล้ว ลูกของตนอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมาเช่น ปัญญาอ่อน พิการทางสมอง หรือบางท่านอาจจะคิดว่าอาการชักอาจทำให้ลูกของท่านถึงขั้นเสียชีวิตได้
          ผศ.นพ.สุรชัย  ลิขสิทธิ์วัฒนกุล ภาควิชากุมาเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า สาเหตุของอาการชักนั้นมีหลายสาเหตุ อาจจะเกิดจากภาวะหรือโรคบางชนิด แต่ที่จะกล่าวถึงในที่นี้คือภาวะชักจากไข้ซึ่งเป็นภาวะชักที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็ก
          ภาวะชักจากไข้ คือการที่เด็กมีอาการชักซึ่งมักมีลักษะเป็นแบบเกร็งหรือกระตุกทั้งตัวในขณะที่มีไข้ (ซึ่งมักจะมีอุณหภูมิมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส) ภาวะนี้พบในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และพบได้บ่อยที่สุดในเด็กอายุประมาณ 1 ขวบครึ่งถึง 2 ขวบ ภาวะนี้เกิดขึ้นเนื่องจากการที่สมองของเด็กเล็ก ๆ นั้นยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการชักมากกว่าในเด็กโต
เมื่อลูกมีอาการชัก สิ่งที่พ่อแม่ควรปฏิบัติคือ
1.ตั้งสติ อย่าตกใจ เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือลูกของท่านได้อย่างถูกต้อง
2.ค่อย ๆ จับเด็กนอนลง ตะแคงตัวเด็ก และจับศีรษะให้ลงต่ำกว่าลำตัวเล็กน้อย เพื่อป้องกันการสำลัก
3. ถ้าในปากลูกน้อยมีน้ำลายหรือเศษอาหารที่เห็นได้ชัด ควรเช็ดออก สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างเด็ดขาดก็คือ การล้วงหรืองัดปากด้วยวัสดุใด ๆ เพราะโอกาสที่ลูกของท่านจะกัดลิ้นขาดจากอาการชักนั้นแทบจะไม่มี แต่ในทางกลับกันการงัดปากในขณะที่มีอาการชักนั้น อาจเกิดปัญหาตามมา เช่นเกิดบาดแผลที่ปากหรือเหงือก หรือ ฟันอาจจะหักก็ได้
4. ควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อให้แพทย์ประเมินและรักษาผู้ป่วยต่อไป
เมื่อพ่อแม่นำลูกของท่านมาถึงโรงพยาบาล แพทย์และพยาบาลจะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ซึ่งอาจจะต้องมีการเจาะเลือดส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาสาเหตุของการชัก ในบางรายอาจจำเป็นต้องได้รับการตรวจน้ำไขสันหลัง เพื่อตรวจหาว่าเด็กมีภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือไม่ ซึ่งภาวะนี้สามารถทำให้เกิด อันตรายต่อสมองได้
แต่ถ้าผลการตรวจร่างกายและการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมแล้ว แพทย์ให้การวินิจฉัยว่า ลูกของท่านเป็นเพียงภาวะชักจากไข้ ก็ขอให้พ่อแม่สบายใจได้ระดับหนึ่งว่า ถึงแม้อาการชักจะดูน่ากลัว แต่การพยากรณ์โรคของภาวะนี้นั้นดีมาก กล่าวคือเด็กส่วนใหญ่หลังจากมีอาการชักจะมีระดับสติปัญญาเทียบเท่ากับเด็กปกติ และมักไม่พบความผิดปกติทางด้านอารมณ์หรือพฤติกรรม จึงไม่จำเป็นต้องรับประทานยากันชักเพื่อรักษาภาวะนี้

ออกกำลังกายอย่างไร ให้ลูกน้อยมี ‘สุขภาพดี’

การส่งเสริมพฤติกรรมเด็กในทางที่ผิด เช่น กินขนมขบเคี้ยวโดยไม่ออกกำลังกาย ส่งผลเสียต่อร่างกาย การออกกำลังกายเพื่อให้เด็กเติบโตสมวัย จะทำให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง บทความนี้จะนำเสนอหลักการง่ายๆ ในการส่งเสริมการออกกำลังกายสำหรับเด็ก
        ธรรมชาติของวัยเด็ก เป็นวัยที่ไม่ชอบอยู่นิ่งชอบเคลื่อนไหวร่างกายมีความอยากรู้อยากเห็นเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆรอบตัวประกอบกับการมีเทคโนโลยีใหม่ๆที่ไม่หยุดนิ่งส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ถูกต้องมีความสนใจเทคโนโลยีในรูปของโทรทัศน์ เกม คอมพิวเตอร์ อีกทั้งเด็กยังมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้องกล่าวคือชอบบริโภคขนมขบเคี้ยวไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม ทำให้การเจริญเติบโตของเด็กผิดปกติและส่งผลให้เด็กมีสุขภาพทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ ที่ไม่สมบูรณ์ ไม่แข็งแรง
         ดังนั้นการส่งเสริมให้เด็กเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงในวันหน้า จะต้องคำนึงถึงการส่งเสริมการออกกำลังกายเพื่อให้เด็กเจริญเติบโตอย่างสมวัย มีพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรง ซึ่งผู้ที่อยู่รอบตัวเด็กเองมีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการออกกำลังกายของเด็ก หมายรวมถึง พ่อ แม่ ผู้ปกครอง จะต้องทำเป็นตัวอย่างให้เด็กเห็นและปฏิบัติตาม เพราะการทำให้เด็กรักการออกกำลังกาย และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นการสร้างคุณลักษณะนิสัยที่ดีต่อการออกกำลังกายของเด็กไปตลอดชีวิต
หลักการง่ายๆใน การส่งเสริมการออกกำลังกายสำหรับเด็ก
- ควรให้เด็กลด หรือหลีกเลี่ยงการนั่ง การนอน ที่ไม่จำเป็น เช่น นั่งหรือนอนดูโทรทัศน์ นั่งเล่นเกมคอมพิวเตอร์
- ส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กได้ทำกิจกรรมนันทนาการ เช่น กิจกรรมเข้าจังหวะ เล่นดนตรี ร้องเพลง เต้นรำ เป็นต้น
- ส่งเสริมให้เด็กได้มีการฝึกความแข็งแรงของร่างกายและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อสม่ำเสมอเช่น การยืดกล้ามเนื้อ การอบอุ่นร่างกายก่อนการออกกำลังกายเพื่อลดภาวการณ์บาดเจ็บขณะ ออกกำลังกาย
- ส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมกับครอบครัว เช่น ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน งานสวน
- ส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กโตได้ออกกำลังกายแบบแอโรบิค อย่างน้อย วันละประมาณ 20 นาที เช่น วิ่ง กระโดดเชือก เต้นแอโรบิค
         ออกกำลังกายให้ประโยชน์อย่างไร……สำหรับเด็ก
- เพิ่มการสร้างมวลกระดูก ทำให้กระดูกเจริญเติบโต ซึ่งมีผลต่อความสูงของเด็ก
- การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ พัฒนาระบบประสาทสั่งการการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับการทำงานของกล้ามเนื้อ
- ทำให้ระบบหัวใจ และหลอดเลือดแข็งแรงขึ้น
- ช่วยควบคุมน้ำหนักตัว การออกกำลังกายเป็นวิธีที่ดีที่สุด ในการควบคุมน้ำหนักตัว
/data/content/23745/cms/bceiopvy2467.jpg
- ช่วยส่งเสริมสุขภาพกาย ใจ ให้แข็งแรง การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายกับ พ่อ แม่ เพื่อนๆ เด็กในวัยเดียว หรือวัยใกล้เคียงกัน จะทำให้เด็กเกิดความสนุกสนาน เพราะได้มีสังคม และทำให้สุขภาพร่างกาย แข็งแรง อารมณ์แจ่มใส และรู้สึกว่า ตนเองเป็นคนแข็งแรง มีความมั่นใจ และกล้าแสดงออก
 ข้อควรระวังในการออกกำลังกายสำหรับเด็ก
         ถึงแม้การออกกำลังกายจะส่งผลดีในทุกๆด้านสำหรับเด็ก แต่มีข้อควรระวัง ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า เมื่อใดเด็กควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายบ้าง ดังนี้
- เด็กควรจะมีการอบอุ่นร่างกายก่อนทุกครั้งเมื่อจะเริ่มทำกิจกรรมการออกกำลังกายและ ออกกำลังกายจาก (กิจกรรมเบาๆ → กิจกรรมหนัก)
- ภาวะที่เด็กเป็นไข้ มีอาการตัวร้อน ห้ามออกกำลังกาย ถึงแม้จะมีไข้เพียงเล็กน้อย ก็ไม่ควรให้เด็กไปเล่น หรือออกแรงที่ต้องมีการทำงานของกล้ามเนื้อมาก
- ภาวะขาดน้ำในร่างกาย เด็กที่มีอาการถ่ายเหลว หรืออาเจียนมากๆ มีอาการอ่อนเพลีย ควรงดกิจกรรมการเล่นของเด็ก ไม่ควรให้เด็กออกแรงเคลื่อนไหวร่างกายมากเกินไป
- เนื่องจากเด็กมักชอบเล่น เพื่อความสนุกสนาน จึงไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัย เด็กจึงมีโอกาสเกิดการบาดเจ็บได้ง่าย ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำและดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย
- ควรออกกำลังกายในสภาวะอากาศที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในขณะที่อากาศร้อนจัด มีแสงแดดมากๆ หรือถ้ามีการออกกำลังกายก็ควรมีน้ำดื่มให้เพียงพอสำหรับความต้องการของเด็ก

วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2558

6 เดือน ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

น้ำนมแม่คืออาหาร ที่ดีและวิเศษสุดของมวลมนุษย์ เป็นอาหาร แห่งความเอื้ออาทรของ แม่สู่ลูก การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นศิลปะแห่งความสวยงามของชีวิต เพราะน้ำนมแม่ไม่เพียงแต่จะทำให้ลูกอิ่มท้องและสร้างความเจริญเติบโตด้านร่างกายของลูกได้อย่างเหมาะสมเท่านั้น แต่ยังพัฒนา จิตใจของแม่และลูกได้อย่างดีเลิศ  
ทำไมต้องเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
         คุณแม่รู้หรือไม่ว่าตัวคุณแม่เองสามารถสร้างความ ฉลาดให้ลูกได้ ด้วยการให้ลูกกินนมแม่ถึง แม้ว่าความฉลาด (ไอคิว) จะขึ้นอยู่กับสิ่งสำคัญ 3 อย่างคือ กรรมพันธุ์จากพ่อแม่ การเลี้ยงดู และอาหาร ที่เหมาะสม แต่การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นตัวช่วยสำคัญ ที่ทำให้สมองลูกเจริญเติบโตดียิ่งขึ้นไปอีก เพราะว่า
1. นมแม่มีสารไขมันที่จำเพาะสำหรับสมองทารกแรกเกิดในระยะ 6 เดือนแรก ร่างกายยังสร้างน้ำย่อยไขมันไม่ได้เต็มที่ นมแม่ก็มีน้ำย่อยไขมันมาด้วย ดังนั้นสารไขมันในนมแม่จึงถูกนำไปใช้สร้างสมองลูกได้อย่างเต็มที่ ต่างจากไขมันที่โฆษณาในนมผสม
2. นมแม่มีสารอาหารอื่นๆ กว่า 200ชนิดที่จะช่วยเสริมการพัฒนาสมองและจอประสาทตา
3. เด็กกินนมแม่สมองดี ตาเห็นได้ดี ช่วยส่งเสริม พัฒนาการมากขึ้น
4. ขณะที่ลูกกินนมแม่ ลูกจะอยู่ในอ้อมกอดของแม่ วันละอย่างน้อย 7-8 ครั้ง
5. การอุ้มลูกเป็นการช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัส ทำให้เซลล์สมองมีการโยงใยมากขึ้น ยิ่งโยงใยมาก สมองก็ยิ่งฉลาดมาก ถ้าสัมผัสน้อย การโยงใยก็น้อยกว่า สมองส่วนนั้นก็จะฝ่อไปในที่สุด
         ทำไม 6 เดือนแรกให้นมแม่อย่างเดียว/data/content/24749/cms/e_adiklqruw157.jpg
        เชื่อว่ามีหลายคนสงสัยคำแนะนำที่ผ่านมาคือ เริ่มให้อาหารเสริมลูกพร้อมนมแม่เมื่อลูกอายุ 4 เดือน แต่ปัจจุบันกลับแนะนำให้นมแม่อย่างเดียวถึง 6 เดือนสมัยเมื่อ 50 ปีที่แล้ว กินนมแม่ กินข้าวและกินกล้วย ตั้งแต่ 2 เดือน กินน้ำส้มคั้น 1เดือน คือการแสดงความรักของพ่อแม่ ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2522 พบว่าควรจะกินนมแม่อย่างเดียว 4 เดือน ตอนนั้นไม่มีใครกล้าระบุ ไป4-6 เดือน
        เหตุที่ 4-6 เดือน เพราะพบเด็กที่กินนมแม่ผสมข้าว เจ็บป่วยบ่อยเมื่อเทียบกับเด็กที่กินนมล้วนๆ... เวลาผ่านไป 20 ปี องค์การอนามัยโลก ประกาศปี พ.ศ. 2545 ว่า กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน เพราะว่ามีข้อมูลการศึกษาใหม่ๆ ยืนยันว่า การให้นมแม่อย่างเดียวที่ยาวนานขึ้น มีผลดีต่อเด็กๆ มากกว่า นั่นคือลดโอกาสการเกิดโรคท้องเสีย โรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ รวมทั้งส่งผลดีต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กมากกว่าด้วย
        ดังนั้น ขอให้คุณแม่เชื่อมั่นว่า 6 เดือนแรกลูกกินนมแม่อย่างเดียว ลูกไม่ขาดน้ำไม่ขาดอาหาร อย่างแน่นอน ที่สำคัญเท่ากับได้เริ่มต้นสิ่งดีๆ ให้กับชีวิตลูกน้อย นั่นคือ
1. ระยะ 6 เดือนแรก สมองลูกเติบโตเร็วมาก นมแม่เหมาะกับสมองที่โตเร็ว
2. ระยะ 6 เดือนแรก ทางเดินอาหารลูกยังย่อยอาหารอื่นได้ไม่ดี นมแม่ย่อยง่ายที่สุด
3. ระยะ 6 เดือนแรก ลูกยังสร้างภูมิคุ้มกัน ได้ไม่ดี นมแม่มีภูมิคุ้มกันมาด้วย
4. ระยะ 6 เดือนแรก กระเพาะอาหารมีขนาดเล็กนิดเดียว ยืดหยุ่นได้ไม่มาก ถ้าได้อาหารอื่น นอกจากไปแย่งที่แล้วอาหารเหล่านี้มีสารอาหารสู้นมแม่ไม่ได้
         การให้ลูกกินอาหารอื่นด้วย จะทำให้ลูกมีโอกาสเจ็บป่วยบ่อยกว่า เพราะมีโอกาสจะรับเชื้อโรคที่ปนมากับอาหารเหล่านั้นได้มาก รวมทั้งมีโอกาสแพ้โปรตีนที่ มากับนมผสมหรืออาหารอื่นด้วย และอาหารอื่นเหล่านี้ รวมถึงน้ำด้วย นอกจากจะไปแย่งที่นมแม่แล้ว ทำให้ ลูกอิ่มและดูดนมแม่น้อยลง แม่ก็จะสร้างน้ำนมได้น้อยลง และนมแม่ก็จะหมดไปในที่สุด
        นมแม่ดีอย่างไร
     /data/content/24749/cms/e_bcdoqrsuv236.jpg   ภูมิคุ้มกันจากแม่ถึงลูก
       นมแม่มีภูมิคุ้มกัน มีเซลล์คอยดักจับเชื้อโรค สารย่อยสลายเชื้อโรค สารต่อต้านการติดเชื้อต่างๆ ที่ทำงาน ประสานและรวมพลังกัน นอกจากนี้ ในนมแม่มีสารภูมิคุ้มกันที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ ช่วยกำจัดเชื้อโรค มีวิตามินเอและสารเร่งการเจริญเติบโต ของเยื่อบุทางเดินอาหาร ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายลูกน้อย ได้ยากขึ้น ภูมิคุ้มกันเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทารกเพราะลูกวัยนี้ยังสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี  ปกติแล้วเด็กแรกเกิดทุกคนได้รับภูมิคุ้มกันเชื้อโรค จากแม่ผ่านทางสายสะดือ ถ้าให้ลูกกินนมแม่ ลูกก็จะได้รับภูมิคุ้มกันจากนมแม่เพิ่มอีกทาง กลายเป็นสองแรงแข็งขันช่วยป้องกันลูกจากเชื้อโรคได้มากยิ่งขึ้น
       ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยบ่อย
       นมแม่ระยะ 1 สัปดาห์แรกเป็นยอดน้ำนม เรียกว่า โคลอสตรัม หรือหัวน้ำนม เป็นน้ำนมที่มีภูมิคุ้มกันสูงสุด คุณแม่ควรให้ลูกได้กินหัวน้ำนมนี้ แม้ว่าตอนหลังจะไม่ต้องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็ตาม เด็กที่กินนมแม่จะมีโอกาสเจ็บป่วยน้อยกว่าเด็กที่กินนมผสม ประมาณ 2-7 เท่า และลดโอกาสเกิดโรคลำไส้อักเสบในเด็กแรกเกิดถึง 20 เท่า ส่วนโรคอื่นๆ ก็ลดโอกาสเกิดได้ 2-5.5 เท่า เช่น โรคท้องเสีย ปอดบวม หูชั้นกลางอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ภูมิแพ้ และเบาหวาน
       ลดภูมิแพ้
        ช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต การทำงาน ของส่วนต่างๆ ยังไม่เท่าผู้ใหญ่ เยื่อบุลำไส้ยังไม่แข็งแรง น้ำย่อยอาหารยังไม่เพียงพอที่จะย่อยอาหารเหล่านี้ สารช่วยย่อยหรือสารภูมิคุ้มกันยังทำงานไม่เต็มที่  ถ้าให้ลูกกินอาหารอื่น เช่น นมผง ข้าว กล้วย ลูกก็ยังย่อยได้ไม่ดี นำไปสู่การแพ้ได้ปัจจุบันพบโรคแพ้โปรตีนนมวัวมากขึ้น หากลูกน้อยกินนมแม่เพียงอย่างเดียว จะได้โปรตีนจากนมแม่ที่จำเพาะสำหรับลูกคน ไม่กระตุ้นให้เกิดการแพ้ แต่ถ้าให้ลูกกินนมผสมก็จะได้โปรตี
นนมวัว ซึ่งสำหรับร่างกาย ลูกวัย 6 เดือนแรกถือเป็นสิ่งแปลกปลอม ร่างกาย ของลูกบอบบางไม่สามารถกำจัดออกไปได้ อาจเกิดอาการแพ้
      อารมณ์ดี อีคิวเพียบ
      การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นอกจากลูกฉลาดแล้ว ลูกอารมณ์ดี เลี้ยงง่าย ไม่ร้องไห้โยเยบ่อยๆ  การให้ลูกกินนมแม่ แม่โอบกอด สัมผัสระหว่างแม่และลูก ทำให้ลูกเกิดความอบอุ่น รู้สึกถึงความรัก ที่แม่มอบให้ ลูกก็จะเกิดความสุขขึ้นในใจ เมื่อลูกมีความสุข ก็เลี้ยงง่าย ไม่โยเย ร่างกายของแม่เองก็หลั่งสารที่ทำให้แม่มีความสุข อารมณ์ดี ขณะให้นมลูก หากแม่ได้สบตา ยิ้มกับลูก ชวนลูก พูดคุย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกให้ค่อยๆ ซึมซับสิ่งที่ดีวันละเล็กละน้อย นำไปสู่การมีอารมณ์ที่ดี อิ่มอุ่นรัก ด้วยนมแม่

หลีกเลี่ยงการตะโกนใส่หน้าลูก

คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านคงอยากรู้วิธีที่จะหลีกเลี่ยงการตะโกนใส่หน้าลูก เพราะมีหลายครั้งเมื่อเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ เรามักจะตะโกนเสียงดังและหลุดคำพูดที่ทำให้ทั้งตัวเราและลูกเสียใจ ซึ่งคำพูดเหล่านั้นเมื่อหลุดออกจากปากไปแล้ว เราไม่สามารถนำกลับคืนมาได้ และอาจติดอยู่ในใจลูกและความรู้สึกของเราไปตลอดทั้งชีวิต
          วันนี้ผู้เขียนมีวิธีที่จะช่วยให้เราไม่ต้องตะโกนใส่ลูกดังนี้
          1. ลดน้ำเสียงลง ใช้วิธีลดน้ำเสียงแทนที่จะตะเบ็งเสียงมากขึ้น การลดเสียงมีส่วนช่วยอย่างมาก ไม่เพียงแต่ทำให้อารมณ์ไม่หลุดไปกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดเท่านั้น แต่ยังทำให้ลูกแปลกใจและสนใจฟังว่ามีเรื่องอะไรน่าสนใจ และคราวนี้คุณพ่อคุณแม่จะได้มีโอกาส พูด สอน ตักเตือน ลูกโดยที่ลูกจะฟังอย่างตั้งใจถึง 70-100%
          2. ร้องเพลง หลายครั้งเมื่อคุณพ่อ คุณแม่พยายามพูดดีๆ กับลูกแล้ว พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ลูกก็ยังไม่ฟัง ลองใช้วิธีนี้ดูค่ะ ลองร้องเพลงแทนการตะโกน ลูกจะแปลกใจกับ พฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่แน่ และหันมาสนใจ จดจ่อกับเพลงที่คุณพ่อ คุณแม่ร้องแทนการตะโกนว่า ซึ่งอาจจะดูขำๆและแปลกๆ แต่ลองทำดูค่ะ ไม่เสียหายอะไรถ้าทำให้ลูกเลือกที่จะเชื่อฟัง โดยใช้วิธีนี้
          3. ขอเวลานอก ตัวคุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องขอเวลานอก เช่นเดียวกับเด็กๆ บอกลูกว่าเดี๋ยวแม่จะออกไปนอกห้องซักพัก แล้วจะกลับมาจัดการกับเรื่องเหล่านี้ทีหลัง เมื่อเราออกไปจากสถานการณ์ เพื่อไปสงบสติอารมณ์ เราจะสามารถทบทวนสิ่งต่างๆ และกลับมาด้วยความสดชื่น และสามารถเรียงลำดับ เหตุการณ์ต่างๆ ได้ และพูดให้ลูกเข้าใจได้ดีกว่าการตะโกนว่ากล่าว เพื่อเอาชนะซึ่งกันและกัน
          4. บอกลูกว่า คุณพ่อคุณแม่จะไม่คุยกับลูกจนกว่าจะสงบสติอารมณ์ได้ การพูดความจริงกับลูกว่าตอนนี้ เราควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และต้องการใช้เวลาส่วนตัวเพื่อกลับมาคุยด้วยสติ เป็นสิ่งที่ถูกต้องมาก เพราะลูกจะเรียนรู้ว่าไม่จำเป็นต้องเอาชนะกันเมื่ออารมณ์ยังเสียอยู่ โดยสามารถหลีกเลี่ยงการทะเลาะ และพูดจาเสียดแทงกัน และจะกลับมาคุยกันเมื่อมีสติอีกครั้ง ตัวลูกเองก็จะได้มีเวลาคิดและสงบสติอารมณ์ด้วยเช่นเดียวกัน
          5. ตั้งเป้าหมาย หากเรารู้ว่าเราเป็นคนอารมณ์ร้อน และทุกครั้งที่มีปัญหา มักจะตะโกนใส่กัน จนนำไปสู่การทะเลาะวิวาท ให้เราตั้งเป้าหมายอย่างตั้งใจกับตัวเองว่าเราจะไม่ทำสิ่งเหล่านี้อีก
          6. ท้าทายตัวเอง การสร้างแรงจูงใจอย่างหนึ่งคือการท้าทายตัวเอง เมื่อเราสามารถควบคุมตัวเองได้ ไม่ตะโกน ให้รางวัลแก่ตัวเอง และฝึกทำจนเป็นนิสัย สิ่งเหล่านี้จะง่ายขึ้นเรื่อยๆ และยังเป็นประโยชน์กับตัวลูกด้วย เพราะลูกจะเห็นแบบอย่างและทำจนเป็นนิสัยเช่นเดียวกัน
7. จำคำพูดที่ทำให้เราเจ็บใจเมื่อเรายังเป็นเด็ก หลายคนคงเคยมีคำพูดที่ทำให้เจ็บใจ บางคนจำคำพูดนั้น จนกระทั่งนอนไม่หลับ ให้คุณพ่อคุณแม่จำสิ่งเหล่านั้นไว้ และตั้งใจว่าจะไม่ทำผิดพลาดกับลูก คำพูดบางคำทำให้เกิดแผลในใจของเด็ก ไปจนกระทั่งตาย แต่เนื่องจากเรายังเป็นมนุษย์ปุถุชน เราจึงยังทำผิดพลาดได้ ให้เราขอการยกโทษจากลูก เพื่อลูกจะเรียนรู้ว่าไม่มีใครที่เป็นคนสมบูรณ์แบบ เมื่อผิดเราก็ขอโทษ และให้อภัยตัวเอง
          อ่านจบแล้ว คงไม่ยากเกินไปสำหรับคุณพ่อคุณแม่นะคะ ผู้เขียนหวังว่าผู้อ่านคงจะได้ข้อคิดอะไรดีๆ บ้าง ครอบครัวไหนมีคำแนะนำอื่นๆ โดยไม่ใช้วิธีตะโกนเพื่อการแก้ปัญหา เขียนลงในข้อแสดงความคิดเห็นเลยนะคะ เป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอค่ะ

9 เทคนิค ช่วยลูกทำการบ้าน

เด็กๆ ที่ประสบความสำเร็จในการเรียนส่วนใหญ่ มักจะเป็นเด็กที่มีผู้ปกครองคอยใส่ใจช่วยเหลือเวลาที่ทำการบ้าน เพราะนั่นทำให้ลูกเห็นความสำคัญและคุณค่าของสิ่งที่เขากำลังทำอยู่
การที่พ่อแม่ช่วยลูกทำการบ้านนั้นไม่ได้มีความหมายว่าการนั่งอยู่ที่โต๊ะ และใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ ในการทำการบ้าน แต่หมายถึงการที่คุณพ่อคุณแม่เป็นคนให้กำลังใจ สอนทักษะที่สำคัญในวิชานั้นๆ ให้แก่ลูก ได้แก่อธิบายโจทย์ปัญหาที่ยาก หรือคอยบอกให้ลูกหยุดพักสายตาบ้าง เป็นต้น
       เทคนิคที่สามารถช่วยลูกในการทำการบ้านมีดังนี้
       1. จัดตารางประจำวันที่ชัดเจน เด็กบางคนทำได้ดีหลังทางอาหารเย็น หรือบางคนชอบทำก่อนอาบน้ำ หรือหลังทานอาหารว่าง เป็นต้น เลือกเวลาทำการบ้านที่เหมาะสมให้ลูกของเรา
       2. รู้จักคุณครูที่สอน ว่าคุณครูต้องการอะไร โดยคุณพ่อคุณแม่เข้าร่วมการประชุมต่างๆทุกครั้งที่ทางโรงเรียนจัด เช่นการปฐมนิเทศผู้ปกครอง วันประชุมพบปะผู้ปกครอง สอบถามถึงวิธีช่วยลูกทำการบ้านรวมถึงกฎระเบียบต่างๆ ของทางโรงเรียน
       3. หากยังมีคำถามเกี่ยวกับการบ้านที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ ให้ปรึกษากับคุณครูเจ้าของวิชา เพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องต่อไป
       4. ช่วยลูกในการวางแผนการทำการบ้าน ในวันที่มีการบ้านหลายวิชา ช่วยลูกในการจัดเวลาและพักช่วงในการทำการบ้าน จัดทำเป็นตารางว่าควรจะทำอะไรเวลาไหนในคืนนั้น และใช้เวลาพัก 15 นาทีในทุกชั่วโมง
       5. จัดบริเวณทำการบ้านให้น่าอยู่และผ่อนคลาย การจัดสถานที่ที่มีความเหมาะสมที่เด็กๆ รู้สึกว่าน่าเข้าไปนั่งทำการบ้านตรง นั้นจะมีส่วนสำคัญช่วยให้ลูกอยากทำการบ้านและมีความสุขในการทำการบ้านอีก ด้วย และอย่าลืมเตรียมปากกา ดินสอ ยางลบ และอุปกรณ์สำหรับทำการบ้านให้พร้อมและใกล้มือเด็ก
       6. กำจัดสิ่งรบกวนออกไป เช่น เสียงทีวี หรือเสียงดังอื่นๆ เช่น เสียงดนตรี เสียงโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
       7. ให้ลูกทำการบ้านด้วยตัวเอง ไม่ลอกเพื่อนหรือให้คุณพ่อคุณแม่ทำให้ เด็กจะเรียนรู้จากการทำถูกและผิด จะรู้จักคิดและแก้ปัญหาในครั้งต่อไป คุณพ่อคุณแม่เป็นผู้แนะนำและแนะแนวทาง เป็นผู้ให้กำลังใจเท่านั้น ตรวจดูว่าลูกทำการบ้านครบถ้วนหรือยัง อยู่ใกล้ๆ หากลูกมีคำถามหรือต้องการการอธิบายเพิ่มเติม ให้ลูกเรียนรู้จักการรับผิดชอบการทำการบ้านด้วยตัวเอง รับผิดชอบในคำตอบที่เลือกและไม่โทษคนอื่นในกรณีทำผิดอีกด้วย
       8. จัดกลุ่มผู้ปกครองในห้องร่วมกัน เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือและเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน เช่นใช้ไลน์ เฟสบุ๊ค 
หรือส่งข้อความหากันได้ และสอบถามถึงสิ่งที่ไม่เข้าใจจากผู้ปกครองท่านอื่น ทั้งยังได้มีโอกาสแบ่งเบาและช่วยแก้ไขปัญหาร่วมกัน
       9. ให้กำลังใจ และ ห้ามการเสริมแรงทางบวกกับลูก เมื่อลูกทำการบ้านหรือกิจกรรมนั้นๆ สำเร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถติดผลงาน เช่น งานศิลปะไว้ที่ตู้เย็นหรือที่มองเห็นได้ ทำให้ลูกรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่ภาคภูมิใจในตัวลูกเสมอ
       การบ้านเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็กไทยมาตลอด กระเป๋านักเรียนที่หนักอยู่กับเด็กไทยมานานแสนนาน แต่จากการวิจัยพบว่า เด็กที่มีการบ้านกับเด็กที่ไม่มีการบ้านต่างประสบความสำเร็จในชีวิตเท่าเทียมกัน ดังนั้น การให้ลูกมีความสุข เรียนอย่างสนุกเป็นคำตอบที่ดีกว่า ทั้งตัวคุณพ่อคุณแม่เองและลูกๆ ด้วยเช่นกัน เป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอค่ะ

โยคะช่วยพัฒนาการของลูกน้อย

โยคะเป็นกีฬาที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่สาวๆ เพราะสามารถเรียกเหงื่อ และช่วยกระชับสัดส่วนได้โดยไม่ต้องออกำลังกายกลางแจ้ง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า โยคะมีประโยชน์ต่อพัฒนาการที่ดีทางด้านร่างกายให้เด็กทารกอีกด้วย
         ศูนย์พัฒนาเด็ก วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุขได้ให้ความรู้ไว้ว่า โยคะสำหรับเด็กส่งผลดีต่อพัฒนาการทางสมองของทารก ช่วยให้เด็กมีจินตนาการ ช่วยกระตุ้นและเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปสู่ส่วนต่างๆ ช่วยให้เจ้าตัวน้อยทรงตัวได้ดี และช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ พร้อมแนะนำโยคะสำหรับเจ้าตัวน้อยไว้ดังนี้
         ท่าที่ 1 ท่าเจ้าตูบ เวลาเด็กคลานอยู่ คุณแม่สามารถจัดท่าทางของลูกน้อยให้คล้ายกับท่ายืนของเจ้าตูบ โดยยกสะโพกลูกขึ้น ขณะที่ขาและมือยังอยู่ที่พื้น คุณแม่ยังสามารถช่วยประคองขาลูกให้ยืดตรงได้ จะช่วยให้ขาไม่โก่ง และแขนแข็งแรงขึ้น
        ท่าที่ 2 ท่าแยกขา คุณแม่นั่งหลังลูกน้อย จับขาลูกแยกออกด้านข้าง เมื่อลูกโน้มตัวไปด้านหน้า ให้คุณแม่จับขาไว้เช่นเดิม จะทำให้เด็กได้ยืดตัวมากขึ้น ช่วยดัดขาให้ตรงขึ้นด้วย
       ท่าที่ 3 ท่าต้นไม้ ให้คุณแม่จัดท่าให้ลูกน้อยยืน และจับแขนพนมเหยียดขึ้นด้านบนแนบใบหู จะทำให้เด็กได้ยืดกระดูกสันหลัง และบริหารแขน
       และท่าที่ 4 ท่าตั้งศีรษะ จับขาลูกน้อยยกขึ้น เพื่อให้เลือดมาเลี้ยงศีรษะ โดยธรรมชาติของเด็กจะประคองมือตนเองที่พื้น แต่ท่านี้คุณแม่ต้องช่วยจัดท่าทางให้เท่านั้น เพราะด้วยความรัก คุณแม่จะระวังอย่างยิ่งไม่ให้ลูกน้อยได้รับบาดเจ็บ
       ทั้งหมดนี้คือท่าโยคะง่ายๆ ที่จะช่วยให้เจ้าตัวน้อยมีพัฒนาการทางร่ายกายและสมองที่ดี

ป้องกัน "โรคหัด-ไข้หวัดใหญ่" ในเด็ก

มีรายงานข่าวการเสียชีวิตของผู้ป่วยเด็กกว่า 100 คน จากการกลับมาแพร่ระบาดของโรคหัดในประเทศเวียดนาม  ซึ่งเป็นโรคที่มีวัคซีนป้องกันโรคได้ผลดี
          แต่ในช่วงปีที่ผ่านมามีกระแส "กลัววัคซีน" ขึ้นในประเทศเวียดนาม ทำให้พ่อแม่หลายคนไม่ได้พาลูกหลานไปฉีดวัคซีนตามปรกติ เมื่อมีผู้ป่วยหัดในชุมชนนั้นๆ โรคจึงแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เด็กเจ็บป่วยเป็นจำนวนมากดังที่ปรากฏในข่าว
          ปกติโรคหัดเป็นไข้ออกผื่นที่มีอาการมากในเด็กเล็กและเด็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาการแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยที่อาจเป็นสาเหตุของการนอนโรงพยาบาลและการเสียชีวิตคือ ปอดอักเสบ ทั้งนี้ โรคหัดป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน กระทรวงสาธารณสุขได้ให้วัคซีนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ให้เข็มแรกที่อายุ 9-12 เดือน และเข็มที่ 2 ที่อายุ 2 ปีครึ่ง เลื่อนเร็วขึ้นจากเดิมที่ฉีดให้ตอนอายุ 7 ขวบ หรือตอนเข้าประถมฯ 1
โรคติดต่อที่สำคัญอีกโรคหนึ่งที่มักระบาดในช่วงฤดูฝน ตรงกับเปิดเทอมของเด็กๆ พอดีคือ โรคไข้หวัดใหญ่
          การศึกษาวิจัยจากทั่วโลกได้ข้อมูลคล้ายกันว่า ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่พบบ่อย แต่คนที่เสี่ยงต่อการเป็นไข้หวัดใหญ่รุนแรง เช่น เป็นมากต้องนอนโรงพยาบาล หรือเป็นปอดอักเสบ คือเด็กเล็ก โดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 2 ปี หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และผู้สูงอายุ
          

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2558

โรคภูมิแพ้อาหารในเด็ก

การกินอาหารแล้วเกิดอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง อาเจียน ท้องร่วง มีผื่นลมพิษขึ้น ปากบวม หน้าบวม อาการเหล่านี้คืออาการแพ้อาหาร (food allergy) ถือเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจเกิดหลังได้รับอาหาร ทั้งจากการรับประทาน การสัมผัสอาหารหรือจากการสูดดมละอองอาหารเข้าสู่ร่างกาย
          นอกจากนี้ยังมีอาการแพ้อีกประเภทที่คล้ายกันคือ อาการที่ทนอาหารบางชนิดไม่ได้ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกัน อาจเกิดเพราะลำไส้ขาดเอ็นไซม์ย่อยน้ำตาลในนม (lactase deficiency) ทำให้ท้องร่วงหลังรับประทานนมหรือเกิดจากสารบางอย่างในอาหาร เช่น คาเฟอีนในกาแฟ ทำให้ใจสั่นหรือ จากสารพิษในอาหารทำให้เกิดอาการท้องร่วง
          แพ้อาหารพบบ่อยแค่ไหน
          การแพ้อาหารเกิดขึ้นกับเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยพบในผู้ใหญ่ประมาณร้อยละ 3 และในเด็กประมาณร้อยละ 6 ในเด็กมักพบในเด็กเล็ก โดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 1 ปี เนื่องจากระบบการย่อยอาหารยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งผลจากการย่อยที่ไม่สมบูรณ์จะทำให้อาหารผ่านเข้าไปในกระแสเลือดและกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารภูมิต้านทานจนก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ตามมา อาหารที่เป็นสาเหตุของการแพ้ในเด็กเล็กที่พบมากคือ นมวัว เมื่อเริ่มได้อาหารเสริมจะพบการแพ้ไข่ ถั่วเหลือง หรือแป้งข้าวสาลีได้ สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่พบว่าอาหารทะเลเป็นสาเหตุสำคัญของการแพ้
/data/content/24258/cms/e_bgjnqrsyz589.jpg
          อาหารอาการแพ้อาหารเป็นอย่างไร
          อาการแพ้อาหารเกิดขึ้นกับทุกส่วนของร่างกาย แต่ที่พบบ่อย มี 3 ระบบได้แก่
           ระบบทางเดินอาหาร : คันปาก ปากบวม ริมฝีปากบวม อาเจียน (เป็นอาหารหรือเป็นเลือด) ปวดท้อง ท้องเสีย (ถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นเลือดปน)
           ระบบผิวหนัง : ผื่นคัน ลมพิษ บวมใต้ผิวหนังที่หน้า หนังตา ริมฝีปาก
           ระบบทางเดินหายใจ : จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ หอบ แน่นหน้าอก ในรายที่อาการแพ้รุนแรง มีอาการคอและหลอดลมบวมจนตีบ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก ความดันโลหิตต่ำ ช็อกรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
          แพ้อาหารวินิจฉัยได้อย่างไร
          เราสามารถวินิจฉัยอาการแพ้อาหารได้จากการซักประวัติ การตรวจร่างกาย อาการหลังจากได้รับอาหาร ชนิดของอาหารและปริมาณ ซึ่งหากประวัติชัดเจนก็สามารถให้การวินิจฉัยชัดเจนได้ว่าแพ้อะไร แต่ในรายที่ไม่แน่ใจหรือ สงสัยว่าแพ้อาหารหลายชนิด แพทย์จะให้ผู้ป่วยจดบันทึกอาหารที่รับประทานตลอดวันโดยละเอียดเป็นระยะเวลา 2 – 4 สัปดาห์ รวมถึงอาการผิดปกติต่างๆ นอกจากนี้แพทย์อาจแนะนำให้ทำการทดสอบในห้องปฏิบัติการ เช่น การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง ซึ่งใช้เวลาเพียง 15 นาที ก็สามารถตรวจหาชนิดของอาหารที่แพ้ได้ หรือวิธีการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับภูมิต้านทานว่าแพ้อาหารชนิดใด ซึ่งใช้เวลาตรวจนานและแพงกว่าการทดสอบทางผิวหนัง อย่างไรก็ตาม การยืนยันการวินิจฉัยที่ดีที่สุดคือ การให้ผู้ป่วยทดลองรับประทานอาหารที่สงสัยว่าแพ้และสังเกตอาการเมื่อหยุดอาหารชนิดนั้น แต่การกระทำแบบนี้ต้องปรึกษาแพทย์หรืออยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะอาจเกิดอาการแพ้รุนแรงและเกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะในรายที่มีอาการแพ้อาหารรุนแรงการ
/data/content/24258/cms/e_hjklnostuxz6.jpg
          ป้องกันและการรักษาอาการแพ้อาหาร
          ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้สามารถกลับไปรับประทานอาหารที่แพ้ได้ ดังนั้น หากรู้ตัวว่าแพ้อาหารชนิดใด ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้น ถือเป็นวิธีดีที่สุดไม่ให้เกิดอาการผิดปกติอีก มีข้อแนะนำสำคัญในการหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้คือต้องหลีกเลี่ยงอาหารกลุ่มที่แพ้ด้วยเสมอ เช่น เมื่อแพ้นมวัว ก็ควรเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากนมวัวด้วย เช่น เนย เนยแข็ง (cheese) นมเปรี้ยว ไอสครีม ขนมเด็กคุกกี้
          ถ้าเป็นเด็กเล็กที่แพ้นมวัว แต่ยังต้องรับประทานนมเป็นอาหารหลัก ควรให้กินนมแม่โดยหลีกเลี่ยงนมหรือผลิตภัณฑ์จากนมวัว และหากนมแม่ไม่พอก็แนะนำให้เปลี่ยนไปรับประทานนมสูตรพิเศษสำหรับคนแพ้นมวัว (extensive hydrolysate formula) นมถั่วเหลืองหรือนมสูตรกรดอะมิโนแทน ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ในการเลือกชนิดของนมและการให้สารอาหารและแร่ธาตุเสริม เช่น แคลเซียม สังกะสี เป็นต้น
          การหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องให้ความสำคัญและใส่ใจ เนื่องจากในกระบวนการเตรียมอาหารหรือผลิตอาหารมักมีการปนเปื้อน ทำให้รับประทานอาหารที่แพ้แบบไม่รู้ตัว เช่น ไข่ในขนมปัง นมในขนมเค้ก ถั่วเหลืองในซีอิ้ว นมวัวในนมแม่(แม่ดื่มนมวัว) ปลาในไข่ (ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ด้วยเนื้อปลาบด) ถั่วในช็อคโกเล็ต สารกันเสียในขนมขบเคี้ยว เป็นต้น จึงขอให้ผู้ที่แพ้อาหารเรียนรู้ส่วนประกอบในอาหาร ระมัดระวังและสอบถามพ่อครัวแม่ครัวเสมอว่ามีการผสมอาหารที่แพ้ในอาหารที่กำลังจะรับประทานหรือไม่ ที่ผ่านมามีผู้เผลอรับประทานอาหารที่แพ้จนเกิดอาการรุนแรงจนเกือบเสียชีวิตหรือเสียชีวิต เพราะประมาทไม่สอบถามให้แน่ใจ
ในรายที่เกิดอาการแพ้ ก็มียาบรรเทาอาการได้บ้าง เช่น ยาแก้แพ้ แก้อาการคัน ผื่นลมพิษ ยาพ่นขยายหลอดลมเพื่อแก้อาการหอบ ยาฉีด adrenaline สำหรับคนที่มีอาการแพ้รุนแรง ซึ่งผู้ที่มักแพ้รุนแรง จำเป็นต้องพกยานี้ติดตัวพร้อมฉีดตลอดเวลาและเรียนรู้วิธีการฉีดยาด้วยตนเอง เพื่อป้องกันการเสียชีวิตในกรณีเผลอไปรับประทานอาหารที่แพ้
เด็กที่แพ้อาหารสามารถหายได้ถ้าหลีกเลี่ยงอย่างเต็มที่เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนถึงหนึ่งปีหรือนานกว่านั้น ซึ่งโอกาสในการหายขึ้นอยู่ว่าแพ้อาหารชนิดใด ถ้าแพ้นมวัว ไข่ แป้งข้าวสาลีในเด็กเล็กมีโอกาสหายได้เมื่อโตขึ้น
          หากรู้ผลการตรวจวินิจฉัยแน่ชัดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่ามีอาการแพ้ถั่วหรืออาหารทะเล (กุ้ง ปู ปลา หอย ปลาหมึก) ก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทดังกล่าว ถือเป็นวิธีดีที่สุดไม่ให้เกิดอาการแพ้ได้