วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2558

เด็กผ่าคลอดอาจเสี่ยงโรคภูมิแพ้เรื้อรัง


ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโรคภูมิแพ้ในเด็กเริ่มมีมากขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยจากผลการศึกษาวิจัยมีการค้นพบความเชื่อมโยงว่า เด็กที่ผ่าคลอดจะมีความเสี่ยงเป็นโรคเรื้อรังอย่างภูมิแพ้จากการขาดภูมิต้านทาน ชี้มีผลต่อพัฒนาการจนถึงผู้ใหญ่สามารถถ่ายทอดส่งต่อทางพันธุกรรมได้ แนะนำทางแก้ไขควรให้ดื่มนมแม่หรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำวิธีที่ช่วยให้ลูกมีภูมิต้านทานเพิ่มขึ้นจริงๆ
          ผศ.นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูติ นรีเวชศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช เผยถึงการศึกษาติดตามชีวิตเด็กที่ใช้วิธีคลอดโดยการผ่าตัดคลอด พบว่าในช่วง 2 ปีแรกนั้น มักจะมีปัญหาอาการป่วยบ่อย เช่น ผื่นผิวหนัง ภูมิแพ้ หรืออาการแพ้อาการมีน้ำมูกไหล หรือหากโตขึ้นมาอีกหน่อยก็พบว่าจะเป็นโรคหอบหืดได้ง่าย
          “สาเหตุมาจากการผ่าตัดทำคลอดส่วนใหญ่จะมีวิธีการผ่าตัดแบบสะอาด เด็กแทบจะไม่ได้รับเชื้ออะไรเข้าไปเลย แม้กระทั่งเชื้อจุลชีพที่เป็นประโยชน์จากภายในช่องคลอดของมารดา ซึ่งในกระบวนการคลอดตามธรรมชาตินั้นเด็กจะต้องใช้เวลาอยู่ในนั้นนานถึง 10 - 12 ชั่วโมง”
          เมื่อไม่ได้รับเชื้อจุลชีพที่เป็นประโยชน์ซึ่งจะเข้าไปทำหน้าที่เป็นเสมือนทหารยามคอยป้องกันอันตรายจากภายนอก เด็กเองก็จะมีความเสี่ยงต่อการมีภูมิต้านทานที่ล่าช้ากว่าเด็กที่คลอดตามธรรมชาติ ทว่าการผ่าตัดคลอดก็ยังเป็นวิธีที่ผู้คนนิยม ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ต่างๆ ที่ก้าวไปไกลขึ้นโดยในโรงพยาบาลเอกชนพบว่า ผู้คนเลือกผ่าตัดทำคลอดสูงถึง 60 - 80 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
“กระแสในเรื่องของการผ่าตัดคลอดมันมาพร้อมกับความเจริญ เทคโนโลยี และพัฒนาการในด้านของสูติศาสตร์ด้วย ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร หากกระทำอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ และต้องยอมรับว่าในโรงพยาบาลเอกชนกระแสพวกนี้ยิ่งมาแรงเพราะมันมีความเชื่อในเรื่องของวัฒนธรรมสังคมที่อยากให้ลูกเกิดวันนี้เวลานี้ ขอให้คลอดตามวันนั้นถือว่าเป็นดวงมังกรอะไรแบบนี้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขข้อจำกัดอย่างมารดาที่มีอายุก็อาจจะต้องใช้วิธีผ่าตัดคลอด รวมไปถึงการมีปัจจัยแทรกซ้อนต่างๆที่ทำให้ต้องตัดสินใจใช้วิธีนี้แทนการคลอดแบบธรรมชาติ”
          ทั้งนี้ โรคเรื้อรังดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับเด็กนั้น นายแพทย์เตือนว่า จะส่งผลเสียต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตของเด็กในระยะยาว อาจทำให้เด็กเหล่านั้นต้องเข้า - ออกโรงพยาบาลบ่อยทำให้เสียโอกาสในการเรียน ทั้งยังอาจทำให้ร่ายกายอ่อนแอ และโรคเหล่านี้ก็สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้อีกด้วย
          “อย่างที่บอกว่าเรื่องของภูมิแพ้เป็นเรื่องของพันธุกรรมด้วย ถ้าเด็กในวันนี้ไม่รู้จักที่จะป้องกันตัวเองให้ห่างจากเรื่องของภูมิแพ้ในอนาคตก็จะเป็นผู้ใหญ่แล้วก็จะถ่ายทอดไปสู่รุ่นลูกต่อไป มันก็จะเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ มันจะกลายเป็นว่าผู้คนก็ต้องเสียเงินเสียทองมารักษาโรคเหล่านี้”
          อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวมาไกลในด้านของภูมิต้านทานในเด็กจึงมีการคิดค้นวิธีการที่ช่วยเพิ่มปริมาณของจุลชีพที่มีประโยชน์เหล่านี้ ผศ.นพ.มานพชัยชี้ว่า วิธีดั้งเดิมที่สามารถช่วยให้เด็กแรกเกิดปลอดภัยจากโรคเรื้อรังเหล่านี้คือการให้ดื่มนมแม่นั่นเอง
          “หนทางที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานได้นั้นมีอยู่ 2 ทาง 1. คือพยายามรณรงค์ให้มีการเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมมารดามากขึ้น 2. หากมารดาไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมตนเองได้เพียงพอก็อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถึงการใช้นมผสมสูตรที่เป็นซิมไบโอติก คือมีส่วนทั้งโปรไบโอติกที่เป็นจุลชีพที่เป็นพลเมืองดีในการป้องกันปัญหาการติดเชื้อหรือโรคภูมิแพ้ต่างๆ และพรีไบโลติกที่เป็นสารอาหารตัวที่ทำให้จุลชีพที่เป็นพลเมืองดีเหล่านั้นสามารถจะเพิ่มขยายจำนวนได้”
          โดยการให้ดื่มนมแม่ที่ปัจจุบันนี้คุณแม่ยุคใหม่อาจมีเวลาน้อยลง หลายคนเลือกที่จะบีบนมเก็บไว้ในตู้เย็นให้ลูกดื่ม เขาเผยว่า สารอาหารบางอย่างอาจยังคงอยู่แต่จุลชีพที่ก่อประโยชน์นั้นต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมคงจะไม่สามารถอยู่ได้นานนัก
          ทั้งนี้ เขายังแนะนำต่อไปถึงคุณแม่ที่ไม่สามารถให้นมแม่ด้วยตัวเองได้ และจำเป็นต้องให้นมผสมแก่เด็กว่า พัฒนาการและการเจริญเติบโตของเด็กในแต่ละช่วงวัยนั้นก็มีความแตกต่างกัน การให้เด็กได้รับสารอาหารที่เหมาะกับช่วงวัยจึงเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้น นมผสมที่เลือกให้เด็กรับประทานจึงต้องเลือกให้สูตรเหมาะกับช่วงวัยของเด็กด้วย
           “ครอบครัวคนไทยมักจะชอบให้อาหารเสริมอย่างพวกกล้วยบด ข้าวบดกับเด็กเร็วเกินไปซึ่งสารอาหารที่ได้รับ เด็กได้รับจากนมแม่เพียงพออยู่แล้ว การให้อาหารเสริมจะทำให้เด็กสูญเสียโอกาสให้การได้รับนมแม่และยังมีโอกาสทำให้เด็กท้องอืดอีกด้วย” ย้อนกลับไปที่เรื่องระยะเวลาในการดื่มนมมารดานั้น เขาเผยว่า องค์กรอนามัยโลกแนะนำว่า 6 เดือนก็เพียงพอแล้ว
          “บางคนเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นานเกินไปต้องยอมรับว่า ปริมาณและคุณภาพของน้ำนมแม่นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ คุณแม่จึงควรใส่ใจในการรับประทานอาหารให้ถูกต้อง ครบถ้วน เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี เพื่อให้น้ำนมมีคุณภาพสำหรับลูกน้อยด้วย”
          อย่างไรก็ตาม ผศ.นพ.มานพชัย ย้ำว่า การดูแลเด็กให้มีคุณภาพดี มีพัฒนาการที่สมบูรณ์นั้นจำเป็นจะต้องเริ่มตั้งแต่ในครรภ์ ในปัจจุบันนี้ก็มีอาหารเสริมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์เพื่อให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างเพียงพอ ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน ทั้งโรคเรื้อรังที่มีสาเหตุจากการผ่าตัดคลอด และภูมิแพ้สิ่งต่างๆที่เกิดจากสภาวะของสังคมเมือง สิ่งสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ก็คือการที่ผู้คนเริ่มตระหนักถึงปัญหาร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้น และหาทางแก้ไขในท้ายที่สุด

โรคลมชักในเด็ก

อาการชัก อาจสร้างความตระหนักให้กับผู้ที่พบเห็น โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นกับเด็ก จะมีวิธีเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับอาการชักอย่างไร

          ผศ.นพ.สรวิศ วีรวรรณ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า อาการชักเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทในสมอง ซึ่งมักจะมีผลทำให้ร่างกายเกร็ง กระตุก และอาจทำให้ไม่รู้สึกตัวได้ ส่วนโรคลมชักเป็นอาการชักที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป โดยไม่มีสาเหตุ หรือปัจจัยภายนอกมากระตุ้น
          โดยทั่วไปอาการชักอาจเห็นได้จากการที่ร่างกายแข็งเกร็ง กระตุก ตาค้าง ส่วนอาการชักชนิดอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ อาการชักแบบเหม่อลอยเป็นพักๆ การกะพริบตา หรือทำปากขมุบขมิบ บางคนอาจเป็นหลายครั้งใน 1 วัน ซึ่งคนรอบข้างต้องหมั่นสังเกต และควรพามาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและหาสาเหตุของอาการดังกล่าว
          เมื่อเด็กมีอาการชัก ผู้ปกครองควรพาไปพบแพทย์ เพราะถ้าอาการชักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ย่อมมีผลกระทบต่อสมอง และอาการชักอาจรุนแรงขึ้นจนควบคุมไม่ได้ ส่งผลต่อพัฒนาการ กลายเป็นเด็กที่เรียนรู้ได้ช้า มีพฤติกรรมก้าวร้าว หรือสมาธิสั้นได้ สำหรับอาการชักที่เป็นอันตราย ส่วนใหญ่จะมีอาการนานเกิน 30 นาที หรือมีการสำลักขณะที่ชัก ซึ่งจะทำให้เด็กหยุดหายใจ และสมองขาดออกซิเจนได้
          สำหรับ การวินิจฉัยในเด็กที่คาดว่าจะเป็นโรคลมชัก แพทย์จะซักถามประวัติการตั้งครรภ์ของมารดา การคลอด พัฒนาการ ลักษณะอาการชัก และประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ร่วมกับการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง และการตรวจภาพถ่ายสมองด้วยเครื่อง MRI เพื่อให้ทราบสาเหตุ และกำหนดแนวทางการรักษาต่อไป ส่วนการรักษาเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชัก แพทย์จะให้ยาเพื่อป้องกันอาการชัก และเมื่อเริ่มรับประทานยาแล้ว ต้องรับประทานอย่างสม่ำเสมอ และมาพบแพทย์ตามนัด เพื่อตรวจติดตามว่าสามารถควบคุมอาการชักได้ หรือมีผลข้างเคียงของยาหรือไม่ อย่างไรก็ดี โรคลมชักในเด็กบางชนิด อาจไม่ต้องให้การรักษา เพราะเมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่น อาการอาจจะหายไปเองได้
          อย่างไรก็ตาม การป้องกัน หรือหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจเสริมให้มีอาการชักได้ เช่น การอดนอน มีไข้สูง เป็นสิ่งจำเป็นที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องให้ความสำคัญ นอกเหนือจากการรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง แม้ดูแลกันดีแล้ว แต่ถ้าเด็กเกิดอาการชัก สิ่งแรกที่ควรทำคือ ตั้งสติให้ดี อย่าตกใจ นำตัวเด็กไปยังที่โล่งมีอากาศถ่ายเทสะดวก ห่างไกลของมีคม หรือมุมโต๊ะที่อาจทำให้บาดเจ็บ ให้นอนราบกับพื้น ตะแคงศีรษะไปด้านข้างเพื่อป้องกันการสำลัก ห้ามง้างปากหรือนำสิ่งของใส่ในปากขณะที่มีอาการชักเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ฟันหักและตกไปอุดหลอดลม ทำให้ขาดอากาศตามมาได้ และเมื่อหยุดชัก ควรพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย หาสาเหตุ และให้การรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

ภาวะช็อกนาน ในไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงลายกัดผู้ป่วยไข้เลือด ออกที่มีไข้สูงก็จะมีเชื้อไวรัสในตัวยุง หลังจากระยะฟักตัว 3-11 วัน ก็สามารถแพร่เชื้อไวรัสไปยังผู้ที่ถูกยุงตัวนั้นกัดได้จนตลอดชีวิตของยุง (ประมาณ 4-6 สัปดาห์)
          อาการของโรคไข้เลือดออก ในเบื้องต้นคือ มีไข้สูงลอย หลังรับประทานยาลดไข้ก็ยังคงมีไข้อยู่ แต่ระดับจะต่ำลง ปวดศีรษะ อาจมีอาการปวดกระบอกตา ปวดตามตัว เช่น ปวดกระดูกหรือกล้ามเนื้อ มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง เลือดกำเดาไหล หรือเลือดออกตามไรฟัน บางรายมีผื่น อาการทั่วไปอื่นๆที่พบมี คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง
          สิ่งที่ทำให้โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่น่ากลัว เป็นเพราะเมื่อผู้ป่วยมีอาการรุนแรงถึงขั้นช็อกนั้นเป็นช่วงเวลาที่ไข้ลด ผู้ป่วยมีสติพูดจารู้เรื่อง ผู้ดูแลจึงนึกว่าปลอดภัยเพราะไข้ลดลงแล้วและไม่พาไปพบแพทย์ แต่แท้ที่จริงผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลียมากเนื่องจากกำลังอยู่ในภาวะช็อกนั่นเอง บางครั้งกว่าผู้ดูแลจะพาไปพบแพทย์ก็อาจมีภาวะช็อกนาน และมีภาวะแทรกซ้อนคือ ตับ/ไตวายหรือมีเลือดออกมากแล้ว ซึ่งสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกก็มาจากภาวะช็อกนานนั่นเอง
โดยอาการที่บ่งชี้ว่าควรมาพบแพทย์ทันทีคือ ไข้ลดต่ำลงหรือไม่มีไข้แต่ยังอ่อนเพลีย ไม่สามารถทำกิจกรรมตามปรกติ หรือไม่สามารถรับประทานอาหารได้ อาการนำของภาวะช็อกที่ต้องสังเกตและพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลทันทีโดยเฉพาะเวลาไข้ต่ำลงหรือไม่มีไข้ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียนหรือปวดท้องมาก กระสับกระส่าย มีเลือดออกมาก เช่น เลือดกำเดา หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ กระหายน้ำตลอดเวลา ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ถ่ายปัสสาวะนานเกิน 4-6 ชั่วโมง   สำหรับเด็กทารกที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกอาจจะสังเกตอาการยากกว่าในเด็กโตและผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม หากพบว่ามีไข้ควรสังเกตว่ามีจุดเลือดออกแดงๆตามผิวหนังหรือไม่ มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องหรือไม่ ถ้ารับประทานอาหารได้น้อยหรือไม่ได้ควรพาไปพบแพทย์ทันที
          ไม่ควรให้ยาลดไข้สูงและแอสไพริน เพราะอาจทำให้เป็นแผลและเลือดออกในกระเพาะอาหารมาก ควรกระตุ้นให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อนๆ หรือดื่มนม น้ำผลไม้ น้ำข้าว หรือน้ำเกลือแร่ ไม่ควรดื่มน้ำเปล่าเพราะขาดแร่ธาตุและพลังงาน
          หากผู้ป่วยมีไข้เกิน 3 วัน ควรพาไปพบแพทย์ แพทย์จะตรวจร่างกายโดยละเอียด รัดแขนแน่นๆ เพื่อหาจุดเลือดออก และต้องมีการตรวจเลือดเบื้องต้นเพื่อการวินิจฉัยและติดตามอย่างถูกต้อง

อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในเด็ก

การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในเด็กมีความแตกต่างจากในผู้ใหญ่ เพราะอาจเป็นมาแต่กำเนิด ความผิดปกติจากพัฒนาการควบคุมการถ่ายปัสสาวะ หรือจากความผิดปกติทางจิตใจก็ได้ ดังนั้น การวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยเด็กจึงมีความแตกต่างจากการรักษาในผู้ใหญ่
          โดยปกติหลังการคลอดใหม่ๆ ทารกจะปัสสาวะบ่อยมากถึงวันละ 20 ครั้ง และไม่สามารถควบคุมได้ เมื่อเด็กโตขึ้นกระเพาะปัสสาวะจะขยายและเก็บน้ำปัสสาวะมากขึ้น เพราะมีพัฒนาการของสมองเพื่อเก็บกักปัสสาวะไม่ถ่ายปัสสาวะเรี่ยราด ในช่วงแรกๆ จะควบคุมปัสสาวะในช่วงเวลากลางวันได้ก่อน แต่กลางคืนอาจยังมีปัสสาวะรดที่นอนบ้าง ต่อมาจึงเริ่มควบคุมการถ่ายปัสสาวะได้ทั้งวัน ซึ่งโดยทั่วไปเด็กจะเริ่มควบคุมการถ่ายปัสสาวะได้เมื่ออายุประมาณ 3 ปี คือเป็นเวลาก่อนเข้าโรงเรียนแต่
          หากเด็กมีปัญหาปัสสาวะราดตลอดไม่สามารถควบคุมการถ่ายปัสสาวะได้ หรือถ่ายปัสสาวะเป็นเวลาแต่มีปัสสาวะซึมออกมาตลอดเวลาด้วย มักเกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ท่อไตเปิดผิดตำแหน่ง หรือหูรูดกระเพาะปัสสาวะไม่ทำงาน
          การดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กที่มีปัสสาวะเล็ดหรือกลั้นไม่อยู่นี้ แพทย์จะซักประวัติทั่วไป ระยะเวลาที่เป็น ลักษณะการกลั้นไม่อยู่ ว่าเป็นตลอดเวลาหรือแค่บางเวลา รวมทั้งประวัติครอบครัว ทั้งนี้ การตรวจร่างกายจะต้องตรวจสภาพโดยทั่วไป สภาพจิตใจและตรวจหาความผิดปกติต่างๆ ด้วย เช่น ความผิดปกติบริเวณหลังทวารหนักกระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ระบบประสาทตรวจปัสสาวะ และอัลตราซาวด์ เพื่อตรวจสอบความผิดปกติทางโครงสร้างของไต ท่อไตและกระเพาะปัสสาวะ โดยอาจมีการตรวจทางรังสีวิทยา และตรวจการทำงานของพระเพาะปัสสาวะในกรณีที่จำเป็น
/data/content/24392/cms/e_ceijlnprvw15.jpg
          สำหรับการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในเวลากลางวันจะต้องตรวจสอบถึงสภาพความผิดปกติในการทำงานของกระเพาะปัสสาวะว่า บีบตัวเร็วหรือไม่ หรือ เกิดจากความสนใจของเด็กในบางเรื่องที่ทำให้ลืมถ่ายปัสสาวะ เช่น ในเด็กที่มีความผิดปกติต่อทางจิตใจ หรือสมาธิสั้น ที่โดยมากมักรอจนกระเพาะปัสสาวะเต็มมากจึงไปถ่ายปัสสาวะ ทำให้ไปถ่ายปัสสาวะไม่ทัน
          ส่วนในเวลากลางคืนหรือ ปัญหาเด็กปัสสาวะรดที่นอน อาจเป็นตามธรรมชาติของเด็กที่มีพัฒนาการในการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะช้า หรือ จากสาเหตุอื่น เช่น มีปริมาณปัสสาวะตอนกลางคืนมากจากการดื่มน้ำหรือ ได้รับเครื่องดื่ม นม ผลไม้ในช่วงกลางคืน หรือเกิดจากการหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยในการ ดูดน้ำกลับจากปัสสาวะน้อยทำให้มีปริมาณปัสสาวะมากทั้งที่กระเพาะปัสสาวะทำงานปกติ ซึ่งสาเหตุทั้งหมดก็อาจก่อให้เด็กปัสสาวะรดที่นอนได้ การรักษาคือ ควรปลุกมาถ่ายปัสสาวะในระยะเวลาที่ เหมาะสม
          นอกจากนี้ ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งได้แก่ กระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติ มีการบีบตัวไว ไม่สามารถเก็บกักปัสสาวะได้นาน และราดออกมาก่อน เพื่อการป้องกันการลุกลามเกินเยียวยา ผู้ปกครองจึงควรนำบุตรหลานไปปรึกษาแพทย์ให้ทันท่วงทีเพื่อเตรียมตัวและวางแผนในการรักษาให้หายขาดในที่สุด

เมื่อลูกเป็น อีสุกอีใส

 เพื่อนพ่อแม่หลายคนที่ลูกต้องเผชิญกับโรคอีสุกอีใส และช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมทำให้พ่อแม่ต้องขลุกอยู่กับลูกทั้งวัน ยิ่งถ้ามีลูกหลายคน ความเสี่ยงก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย บางบ้านก็เป็นกันทั้งบ้าน ทำให้ต้องชุลมุน เพราะหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะไม่ติดต่อกัน

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกับเจ้าโรคอีสุกอีใสกันก่อนเกี่ยวกับเรื่องความเข้าใจผิด 2 ประการ
ประการแรก ฉีดวัคซีนแล้วตั้งแต่เล็ก จะไม่เป็นโรคนี้
          เป็นความเข้าใจผิดค่ะ เพราะคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว เจ้าวัคซีนสามารถป้องกันได้เพียงราว 90% เท่านั้น ข้อนี้กล้าการันตี เพราะเจ้าลูกชายสองคนของดิฉันก็ฉีดวัคซีนตั้งแต่เล็ก แต่เจ้าคนเล็กก็เพิ่งเป็นโรคนี้ได้ไม่นาน เพียงแต่อาการตุ่มเห่อและอาการคันอาจจะน้อยกว่าปกติ ซึ่งของเจ้าลูกชายคนเล็กเป็นเมื่ออายุ 14 ปี อาการคันก็หนักหน่วงอยู่ ทำให้ชอบเกา และแน่นอนยิ่งคันยิ่งเกา และช่วงแผลตกสะเก็ตก็มักทำให้เป็นแผลเป็นนั่นเอง

ประการที่สอง เคยเป็นแล้วจะไม่เป็นอีก
เป็นความเข้าใจผิดอีกข้อหนึ่ง เพราะมีหลายคนที่เคยเป็นแล้ว ก็เป็นอีก เพราะอยู่ในช่วงที่ภูมิต้านทานต่ำก็สามารถติดโรคนี้ได้ เพียงแต่อาการจะลดลง ไม่เป็นมากเหมือนครั้งแรก ฉะนั้น ผู้ที่เคยเป็นแล้วก็ต้องระมัดระวังตัว ไม่อยู่ใกล้กับคนที่เป็นโรคนี้เช่นกัน
ฉะนั้นจึงมีวิธีการดูแลและป้องกันภายในบ้านมาฝาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่มีเด็กอยู่ร่วมกันหลายคน ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษล่ะค่ะ

โรคอีสุกอีใส (Chicken pox) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส (Varicella zoster virus) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิด โรคงูสวัด (Herpes Zoster) เนื่องจากผื่นและตุ่มที่ขึ้นนี้จะค่อยๆ ออกทีละระลอก กระจัดกระจาย ไม่ขึ้นพร้อมกันทั่วร่างกาย บางที่จะออกเป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มน้ำใสๆ บางที่เป็นตุ่มกลัดหนอง และบางที่ก็เริ่มตกสะเก็ด แต่ละคนก็จะมีลักษณะแตกต่างกันไป
          เจ้าโรคนี้สามารถติดต่อได้ด้วยการไอ จาม หายใจรดกัน หรือโดยการสัมผัส ตลอดจนการใช้ของใช้ร่วมกัน โดยปกติเชื้อโรคจะมีระยะฟักตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์ มักจะระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อนเช่นเดียวกับหัด แต่ก็พบได้ตลอดทั้งปี พบมากในกลุ่มเด็กอายุระหว่าง 5-12 ปี รองลงมาจะเป็นกลุ่มเด็กอายุ 1-4 ปี กลุ่มวัยรุ่น และวัยหนุ่มสาว
          โดยปกติอาการของโรคอีสุกอีใสจะไม่รุนแรง เป็นเองหายเองได้
   
          อาการแรกเริ่มที่พ่อแม่สังเกตเห็นได้คือ เด็กจะมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่มักมีไข้สูงร่วมด้วย มีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวคล้ายไข้หวัดและจะมีผื่นขึ้นพร้อมๆ กับวันที่เริ่มมีไข้ แล้วกระจายไปตามใบหน้า ลำตัว และแผ่นหลัง ต่อมากลายเป็นตุ่มนูนมีน้ำใสๆ อยู่ข้างใน หรือดูคล้ายตุ่มหนอง และมีอาการคัน 2-4 วัน ต่อมาก็ค่อยๆ ตกสะเก็ด บางคนมีแผลขึ้นในช่องปากร่วมด้วย ทำให้ปากและลิ้นเปื่อย และมีอาการเจ็บคอ
          เด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่มักจะมีอาการรุนแรงและมีตุ่มขึ้นมากกว่าเด็กเล็ก โดยทั่วไปผื่นและตุ่มจะหายโดยไม่มีแผลเป็น ยกเว้นมีเชื้อแบคทีเรียมาแทรกซ้อน โรคนี้เมื่อหายแล้ว มักจะมีเชื้อหลบอยู่ตามปมประสาท ซึ่งอาจออกมาเป็นโรคงูสวัดภายหลังได้
          แต่อาการที่พบบ่อยคือ การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนบนผิวหนัง ทำให้กลายเป็นหนองและมีแผลเป็นตามมา ในบางรายเชื้อแบคทีเรียที่แทรกซ้อนอาจกระจายเข้าไปในกระแสเลือดทำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษและปอดบวมได้
          ถ้าพบว่าลูกเป็น ควรจะไปพบแพทย์ก่อน อย่าวินิจฉัยด้วยตัวเอง หรือรักษาด้วยตัวเองตามความเชื่อโบราณ เช่น กินยาเขียวเพื่อขับให้พิษออกมา เพราะเรายังไม่รู้ว่าลูกเป็นอะไร ควรสังเกตอาการเบื้องต้นและให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัย
          ส่วนการดูแลรักษาโดยทั่วไป แพทย์จะให้ยารักษาตามอาการไข้และอาการทางผิวหนัง โดยให้ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล (ห้ามใช้แอสไพริน) ยาทาแก้คัน หรืออาจมีการให้ยาเพื่อยับยั้งการเจริญของเชื้อไวรัสร่วมด้วย ทางที่ดีผู้ป่วยควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ดีกว่าค่ะ
          แต่วิธีการดูแลสมาชิกในบ้านที่ยังไม่เป็นก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยเช่นกัน
          ประการแรก ต้องแยกเด็กที่ป่วยไว้ต่างหาก แม้อาจจะลำบาก แต่ก็ต้องเคร่งครัด ยิ่งบ้านไหนมีเด็กหลายคน อาจจะต้องแบ่งแยกคนละห้อง และแยกผู้ใหญ่ในบ้านในการดูแลลูก เพื่อป้องกันลูกอีกคนติดได้ ทั้งนี้ระยะแพร่เชื้อจะเริ่มตั้งแต่ 24 ชั่วโมงก่อนที่มีผื่นหรือตุ่มขึ้นจนถึงตุ่มแห้งตกสะเก็ดหมดแล้ว ซึ่งใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน ในระยะนี้ต้องให้ลูกหยุดเรียนหรือผู้ใหญ่ก็ต้องหยุดงาน
          ประการที่สอง ต้องไม่ใช้สิ่งของร่วมกันหรือปะปนกัน ไม่ว่าจะเป็นของเล่น หรือของกิน ของใช้ ก็ขอให้แยกชั่วคราว ถ้าลูกโตก็อธิบายให้ลูกเข้าใจว่าที่พ่อแม่ต้องแยกหนูออกจากกัน หรือไม่ได้เล่นด้วยกัน จะเป็นแค่ช่วงเวลาเดียว เพราะน้องป่วย รอให้น้องหายป่วยแล้วค่อยกลับมาเล่นกันเหมือนเดิม
          ส่วนคุณแม่เองคือผู้ใกล้ชิดลูกมากที่สุด เพราะต้องดูแลลูกที่ป่วยอย่างใกล้ชิดด้วย ก็ต้องระมัดระวังตัวเองด้วย อาจใช้ผ้าปิดปากร่วมด้วย แต่เท่าที่ผ่านมา แม่ทุกคนเหมือนกันหมด ถ้าตัวเองต้องป่วยด้วยก็ไม่เป็นไร สุดท้ายก็มักเป็นไปพร้อมกับลูก ที่จริงลูกเป็น ถ้าเราระมัดระวังตัวเองดีๆ ก็ไม่เป็นย่อมดีกว่าค่ะ
          ประการที่สาม สำคัญมากต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดมากๆ ในช่วงที่แสดงอาการ ลูกจะคันมาก เด็กส่วนใหญ่จะงอแง ไม่กิน ไม่นอน และจะเกาแผล เพราะฉะนั้นต้องทายาแก้คัน และแม่หรือผู้ดูแล ต้องพยายามหาทางงีบไปพร้อมๆกับลูกด้วย ไม่งั้นสุขภาพตัวเองก็จะแย่ไปด้วย
          ประการที่สี่ ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ตั้งแต่เล็ก แม้จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่อย่างน้อยถ้าเป็นขึ้นมาก็จะไม่หนัก และอาการก็จะไม่มากเท่าคนที่ไม่ได้ฉีด ยิ่งถ้าเป็นตอนโตจะทรมานมาก

          เจ้าโรคนี้เวลามันจะมา มันไม่บอกล่วงหน้านะคะ ช่วงนี้เป็นช่วงระบาดกันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นอย่าลืมดูแลตัวเองและคนที่เรารักอย่างถูกวิธีนะคะ

กระตุ้นพัฒนาการลูกฉลาดตั้งแต่ในท้อง

สมัยก่อนเวลาตั้งครรภ์ส่วนมากคุณแม่มักจะลุ้นแค่ขอให้ลูกคลอดออกมาสมบูรณ์และแข็งแรงก็พอใจแล้ว ส่วนจะฉลาดหรือไม่ฉลาดค่อยมาลุ้นเอาตอนหลังคลอด ซึ่งอาจจะต้องรอจนลูกโตพอสมควรแล้วจึงคิดว่าทำอย่างไรดีลูกถึงจะฉลาด แต่ปัจจุบันด้วยความรู้ทางการแพทย์ที่มากขึ้น ทำให้เราสามารถทราบถึงพัฒนาการของสมองลูกน้อยได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ว่าเป็นอย่างไร และจะสามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่อยู่ในครรภ์ได้อย่างไรบ้าง คุณแม่หลายคนใจร้อนอยากจะช่วยกระตุ้นให้สมองของลูกมีการพัฒนาที่ดีโดยเริ่มตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์เลย โดยหวังว่า เมื่อคลอดออกมาลูกจะได้เป็นเด็กฉลาด ไหวพริบดี หรืออารมณ์ดี การที่คนเราจะมีสมองดีหรือมีความเฉลียวฉลาดมีปัจจัยที่มาเกี่ยวข้องหลายประการ
ปัจจัยที่สำคัญมี 3 ประการคือ กรรม พันธุ์ อาหารการกินของแม่ขณะตั้งครรภ์และของลูกภายหลังคลอด และประการสุดท้ายคือ สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเด็กทั้งขณะที่อยู่ในท้องและภายหลังคลอดการกระตุ้นพัฒนาการของสมองลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์สามารถทำได้หลายวิธีคือ
1. ปรับอารมณ์ให้ดีอยู่เสมอ จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่าคุณแม่ที่อารมณ์ดีอยู่เสมอจะทำให้ร่างกายมีการหลั่งสารแห่งความสุขที่เรียกว่าเอนดอร์ฟินออกมาผ่านทางสายสะดือไปยังลูก ทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีทั้งสมองและอารมณ์ ในทางตรงกันข้ามคุณแม่ที่มีอารมณ์หงุดหงิด โมโหง่าย ร่าง กายจะหลั่งสารแห่งความเครียด ที่เรียกว่าอะดรีนาลินออกมาผ่านไปยังลูก ผลดังกล่าวจะทำ ให้ลูกคลอดออกมาเป็นเด็ก งอแง เลี้ยงยาก พัฒนาการช้า
2. ฟังเพลง ระบบประสาทการรับฟังของลูกน้อยในครรภ์จะเริ่มทำงานตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 5 เดือน การใช้เสียงกระตุ้นจะทำให้เครือข่ายใยประสาทที่ทำงานเกี่ยวกับการได้ยินของลูกมีพัฒนาการดีขึ้น การที่ลูกในครรภ์ได้รับฟังเสียงเพลง คลื่นเสียงจะไปกระตุ้นให้ระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินมีการพัฒนาระบบการทำงานได้เร็วขึ้น ทำให้เมื่อลูกคลอดออกมามีความสามารถในการจัดลำดับความคิดในสมอง รู้สึกผ่อนคลาย และจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดี   
3. พูดคุยกับลูก การพูดคุยกับลูกในครรภ์บ่อยๆจะช่วยให้ระบบประสาทและสมองที่ควบคุมการได้ยินมีพัฒนาการที่ดีและเตรียมพร้อมสำหรับการได้ยินหลังคลอด คุณแม่ควรพูดกับลูกบ่อยๆ ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ประโยคซ้ำๆ เพื่อให้ลูกคุ้นเคย อย่าไปเล่าเรื่องทุกข์ใจ เช่น เป็นหนี้เขาอยู่ หรือส่งแชร์ไม่ ทันให้ลูกฟังนะ เดี๋ยวลูกจะเครียดเสียตั้งแต่อยู่ในท้อง
/data/content/24941/cms/e_afgjkmvx1478.jpg
  4. ลูบหน้าท้อง การลูบหน้าท้องจะกระตุ้นระบบประสาท และสมองส่วนรับรู้ความรู้สึกของลูกให้มีพัฒนาการดีขึ้น การลูบท้องควรลูบเป็นวงกลมจากบนลงล่างหรือจากล่างขึ้นบน บริเวณไหนก่อนก็ได้ครับ
 5. ส่องไฟที่หน้าท้อง ลูกน้อยในครรภ์สามารถกะพริบตาเพื่อตอบสนองต่อแสงไฟที่กระตุ้นได้ตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 7 เดือน การส่องไฟที่หน้าท้องจะทำ ให้เซลล์สมองและเส้นประสาท ส่วนรับภาพและการมองเห็นมีพัฒนาดีขึ้นและเตรียมพร้อมสำหรับการมองเห็นภายหลังคลอด
6. ออกกำลังกาย เวลาคุณแม่ออกกำลังกาย ลูกที่อยู่ในครรภ์ก็จะมีการเคลื่อนไหวตามไปด้วย และผิวกายของลูกจะไปกระแทกกับผนังด้านในของมดลูก ผลดังกล่าว  จะกระตุ้นระบบประสาทสัมผัสของลูกให้พัฒนาดีขึ้น
7. เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม เนื้อสมองของลูกน้อยในครรภ์มีองค์ประกอบเป็นไขมัน โดยเฉพาะไขมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นองค์ประกอบถึงร้อยละ 60 กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีความสำคัญต่อพัฒนา การสมองของลูกน้อยในครรภ์ คือกรดไขมันที่มีชื่อว่า ดีเอชเอ ซึ่งมีมากในอาหารพวกปลาทะเลและสาหร่ายทะเล และเออาร์เอ ซึ่งมีมากในอาหารพวกน้ำมันพืช เช่น น้ำมันดอกคำฝอย น้ำ มันเมล็ดทานตะวัน และน้ำมันข้าวโพด การเลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารดังกล่าวให้เพียงพอ จะทำให้ลูกในครรภ์ได้รับวัตถุดิบคุณภาพดีในการสร้างเนื้อสมองและระบบเส้นใยประสาทให้มีคุณภาพดีตามไปด้วย

การให้ยาลดไข้สำหรับเด็ก

/data/content/24610/cms/e_abdhjoty1478.jpg
        การใช้ยาเพื่อบรรเทาความป่วยไข้สำหรับคนแต่ละวัยนั้นไม่เหมือนกัน ยาบางชนิดเหมาะสำหรับผู้ใหญ่ แต่ไม่เหมาะสำหรับเด็ก ด้วยเหตุนั้น ก่อนให้ยาสำหรับลูกน้อย จะต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบอย่างไรบ้าง
        เภสัชกรหญิง ฤดีรัมภา ตันนามัย เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลเด็ก กล่าวว่า ยาแก้ปวดลดไข้ทั่วไป มีอยู่ด้วยกันสามชนิด ชนิดแรกที่รู้จักกันดี ก็คือ พาราเซตามอล อีกตัวที่ชอบใช้กันก็คือแอสไพริน ส่วนตัวสุดท้ายก็คือไอบิวโพรเฟ่น
       “พาราเซตามอล นั้นปลอดภัยที่สุด ส่วนอีกสองตัวนั้นไม่แนะนำในเด็ก เพราะว่ามีผลทำให้เกร็ดเลือดไม่ค่อยแข็งตัว เลือดไหลง่าย อย่างเช่นแอสไพริน หมอจะไม่แนะนำเลยสำหรับผู้ป่วยจากโรคไข้เลือดออก และขณะที่เราอาจจะยังไม่รู้ว่าเป็นไข้เลือดออกหรือเปล่า เราก็แนะนำให้เลี่ยงไปก่อนเลย สำหรับเด็ก ส่วนไอบิวโพรเฟ่น อาจจะใช้ได้ในภาวะที่มีไข้สูง เพราะว่ามันค่อนข้างออกฤทธิ์เร็วกว่าพาราเซตามอล”
       เด็กแรกเกิดถึง 6 เดือน ต้องระมัดระวังในการใช้ยาลดไข้ เพราะอาจมีผลเสียต่อตับได้ ควรใช้การเช็ดตัวลดไข้เป็นหลัก และใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล ถือเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูงในเด็ก มีให้เลือกใช้ 3 ชนิดคือ ชนิดหยดสำหรับเด็กเล็กๆ และเด็กที่กินยายาก (ขนาด 1 ซีซีต่อน้ำหนักตัว 10 กก.)
        หลักการทานยาสำหรับเด็ก จากข้อมูลของโรงพยาบาลเด็ก มีการให้คำแนะนำไว้ ดังต่อไปนี้ คือ ชนิดน้ำเชื่อมสำหรับเด็กเล็ก (ขนาด 1 ช้อนชาหรือ 5 ซีซีต่อน้ำหนักตัว 10 กก.) และชนิดน้ำเชื่อมสำหรับเด็กโต (ขนาด 1 ช้อนชาต่อน้ำหนักตัว 20 กก.) แนะนำให้ใช้ทุก 4-6 ชั่วโมงเวลามีไข้
       สำหรับยาลดไข้ไอบูโปรเฟนที่หลายคนเรียกว่า ยาลดไข้สูง มักช่วยให้ลดไข้ได้ดีกว่ายาพาราเซตามอล แนะนำให้ใช้เป็นยาเสริมเพิ่มเติมเมื่อใช้ยาพาราเซตามอลแล้วไข้ไม่ลดลงหรือ ไข้ขึ้นอีก แต่ยังไม่ถึงเวลาจะให้ยาพาราเซตามอลในมื้อถัดไป
        อย่างไรก็ตาม เด็กเล็กมีความเสี่ยงในการติดเชื้อต่างๆ เนื่องจากร่างกายยังสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่สูงเพียงพอในการป้องกันโรค คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปยังสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หรือฝากเลี้ยงในสถานรับเลี้ยงเด็ก ควรหมั่นล้างมือและใช้หน้ากากอนามัยปิดปากปิดจมูกเวลาพาเด็กไปในที่ชุมชน หรือเวลาเจ็บป่วย